posttoday

เวิลด์แบงก์เตือนไทยรับมือ "วิกฤตแรงงาน" แนะอัปสกิล AI ดัน GDP

24 กุมภาพันธ์ 2569

เวิลด์แบงก์เตือนไทยรับมือ "วิกฤตแรงงาน-สังคมสูงวับ" แนะนำ AI มาใช้ในภาคการผลิต ดัน GDP พุ่ง 20% กระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว

KEY

POINTS

  • จีดีพีโลกเติบโตเฉลี่ย 2.7% สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ปัจจัยหลักมาจากการเร่งสั่งซื้อสินค้าก่อนมาตรการกำแพงภาษี, เสถียรภาพของตลาดทุน และการลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยี AI
  • ไทยมีอัตราการใช้ AI สูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียนรองจากสิงคโปร์ แต่กำลังเผชิญปัญหาช่องว่างด้านทักษะและสังคมสูงวัย หากเร่งพัฒนาทักษะดิจิทัลให้แรงงาน อาจช่วยดันจีดีพีเติบโตได้ถึง 20%
  • ประชากรและภาคธุรกิจไทยกว่า 60% ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมโดยตรง หากไม่มีมาตรการรับมือ โลกร้อนอาจสร้างความเสียหายต่อจีดีพีไทยสูงถึง 7-14% ภายในปี 2050

 

เมลินดา กู๊ด (Melinda Good) ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา (World Bank Group) ได้แบ่งปันมุมมองต่อโอกาส ความท้าทาย และการเติบโตของประเทศไทย ภายในงานสัมมนา Post Today Thailand Economic Drives 2026 ฝ่ามรสุม ปี 69 ซึ่งจัดขึ้น ณ โรงแรม Anantara Siam Bangkok วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569

 

เมลินดา ระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในช่วงปีที่ผ่านมา เหมือนพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัว หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะถูกกระทบอย่างหนัก ทว่าในความเป็นจริง เศรษฐกิจโลกกลับมีความยืดหยุ่นสูงกว่าที่ประเมินไว้ โดยมีการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 2.7% ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ถึง 0.5%

 

เมลินดา กู๊ด (Melinda Good) ผู้อำนวยการธนาคารโลก (World Bank) ประจำประเทศไทยและเมียนมา

 

ปัจจัยหลักที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ 

 

1. การเร่งสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า (Front-loading) ของภาคธุรกิจก่อนที่มาตรการกำแพงภาษีจะบังคับใช้ 

 

2. กระแสเงินทุนที่ยังคงไหลเวียนและตลาดการเงินที่มีเสถียรภาพมากกว่าที่คาด 

 

3. การลงทุนที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งส่งผลดีมาถึงการลงทุนในประเทศไทยด้วยเช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา เตือนว่าปัจจัยเชิงบวกบางประการเป็นเพียงผลระยะสั้น โดยเฉพาะความไม่แน่นอนทางนโยบายที่กำลังพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ซึ่งเปรียบเสมือน "ภาษีแฝง" ที่สร้างข้อจำกัดในการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจ 

 

แน่นอนว่าประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบเปิดและพึ่งพาการส่งออกสูงอย่างประเทศไทยย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

เวิลด์แบงก์เตือนไทยรับมือ "วิกฤตแรงงาน" แนะอัปสกิล AI ดัน GDP


 

เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ประเทศไทยจำเป็นต้องหา "จุดสมดุล" ระหว่างจุดแข็งของไทยและทิศทางของเทรนด์โลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนตุลาคมปีนี้ ที่ประเทศไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank Group Annual Meetings)

 

ซึ่งผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำองค์กรระดับโลกจะมารวมตัวกัน จึงเป็นโอกาสทองที่ไทยต้องเร่งสร้างความชัดเจนว่าประเทศมีศักยภาพและจุดขายอย่างไรบนเวทีโลก

 

เมลินดา ยังได้ชี้ให้เห็นถึงเทรนด์หลักที่ไทยต้องเร่งปรับตัว ได้แก่

 

เวิลด์แบงก์เตือนไทยรับมือ "วิกฤตแรงงาน" แนะอัปสกิล AI ดัน GDP

 

1. วิกฤตแรงงานและการพัฒนาทักษะ (Jobs & Skills) 

 

ทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาเยาวชน 1.2 พันล้านคนเตรียมเข้าสู่ตลาดแรงงานในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่มีตำแหน่งงานรองรับเพียง 400 ล้านตำแหน่ง 

 

ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยและอาเซียนกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยคาดการณ์ว่าในอนาคต ไทยจะมีสัดส่วนคนทำงาน 1 คน ต่อผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 2 คน

 

ปัญหาที่น่ากังวลสำหรับไทยคือ "ภาวะไม่ตรงกันของทักษะ" (Skills Mismatch) โดยเฉพาะการขาดแคลนแรงงานสายเทคโนโลยี

 

ดังนั้น การเร่งสร้าง "สะพานสู่ทักษะแห่งอนาคต" (Skills Bridge) และการยกระดับความรู้ด้านดิจิทัลให้แรงงาน จะเป็นกุญแจสำคัญ ซึ่งข้อมูลระบุว่าการพัฒนาทักษะเหล่านี้อาจช่วยผลักดันให้จีดีพีของไทยเติบโตเพิ่มขึ้นได้ถึง 20%

 

 

2. ก้าวให้ทันเทคโนโลยีและ AI

 

เทคโนโลยีอย่าง AI, วิทยาการหุ่นยนต์ (Robotics) และคลาวด์คอมพิวติ้ง ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังเข้ามาพลิกโฉมการลงทุนและห่วงโซ่การผลิตข้ามชาติ  (Global Value Chains) ข่าวดีคือ ประเทศไทยมีการนำ AI มาใช้สูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน รองเพียงสิงคโปร์เท่านั้น

 

ทว่าความท้าทายคือ ไทยต้องเร่งนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในภาคการผลิตจริง เพื่อยกระดับไปสู่งานที่มีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งการลงทุนในส่วนนี้แม้อาจดูเหมือนเพิ่มจีดีพีได้เพียง 0.3% ในระยะแรก แต่เมื่อคิดแบบทบต้นในระยะยาว จะสร้างความได้เปรียบมหาศาล

 

3. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) 

 

ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมถือเป็นความเสี่ยงระดับมหภาคที่สำคัญมากของไทย (Macro-critical issue) รายงานด้านสภาพภูมิอากาศระบุว่า หากไทยไม่เร่งปรับตัวและหาทางบรรเทาผลกระทบ ผลพวงจากโลกร้อนอาจสร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่า 7-14% ของจีดีพีภายในปี 2050

 

ข้อมูลที่น่าตกใจคือ ประชากรและภาคธุรกิจของไทยกว่า 60% ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอุทกภัย ซึ่งเป็นระดับความเสี่ยงที่สูงกว่าประเทศคู่แข่งในอาเซียนอย่างมาก

 

ทั้งนี้ มีการประเมินว่าไทยอาจต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 2.19 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.8 ล้านล้านบาท) เพื่อรับมือและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตนี้

 

เมลินดา ทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน แต่สิ่งที่จำเป็นที่สุดในเวลานี้คือ "การลงมือทำอย่างเร่งด่วน" เพราะหากล่าช้า ประเทศคู่แข่งก็พร้อมที่จะแซงหน้าไปในทุกๆ ปี

ข่าวล่าสุด

“ปตท.” กางกลยุทธ์สู้ความผันผวน “เศรษฐกิจโลก”