posttoday

จับตา กนง. 25 ก.พ.คาดคงดอกเบี้ย 1.25% หลัง GDP ออกมาสูงกว่าคาด

22 กุมภาพันธ์ 2569

ในการประชุม กนง. วันที่ 25 ก.พ. 2569 คาดว่าจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.25% หลังจากเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2568 ขยายตัวดีกว่าที่คาด และความเสี่ยงทางการเมืองมีแนวโน้มลดลง

เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2568 ขยายตัว 2.5% YoY สูงกว่าคาด ลดแรงกดดันต่อการเร่งลดดอกเบี้ย โดยได้แรงหนุนหลักจากการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนทั้งภาครัฐ–เอกชนที่ฟื้นตัวชัดเจน

 

แม้บางส่วนมาจากมาตรการชั่วคราว เช่น คนละครึ่งพลัส เติมเงินบัตรสวัสดิการ เที่ยวดีมีคืน 2568 และการเร่งซื้อรถก่อนสิ้นสุด EV 3.0 แต่โดยรวมสะท้อนว่าเศรษฐกิจยังมีโมเมนตัมขยายตัว

 

ขณะเดียวกัน ผลการเลือกตั้งช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมือง หนุนความต่อเนื่องนโยบายการคลัง คาดคนละครึ่งพลัส เฟส 2 เดินหน้าได้ในไตรมาส 2–3 และช่วยเสริมความเชื่อมั่น ดันการลงทุนเอกชนขยายตัวต่อเนื่อง

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้ง สู่ระดับ 1.00% ในปีนี้ โดยคาดว่าอาจเกิดขึ้นในการประชุมรอบเดือน มิ.ย. 2569 เพื่อรอประเมินตัวเลข GDP ไตรมาส 1/2569 ที่จะออกมาในเดือนพ.ค. 2569 ซึ่งคาดว่าจะชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญและอาจเป็นจุดต่ำสุดของปี 

 

ปัจจัยกดดันหลักมาจากภาวะสุญญากาศทางการเมืองที่ทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐชะลอลง ประกอบกับแรงส่งจากการบริโภคภาคเอกชนที่แผ่วลงหลังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง คนละครึ่ง เฟส 1 และมาตรการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า EV 3.0 สิ้นสุดลง

 

ขณะที่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 แม้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสทยอยฟื้นตัวหากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้รวดเร็วและมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม แต่เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและค่าเงินบาทที่แข็งค่าซึ่งกระทบต่อภาคการส่งออกและท่องเที่ยว 

 

นอกจากนี้ ข้อจำกัดทางการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจมีมากขึ้น และภาครัฐจำเป็นต้องลดการขาดดุลตามแผนการคลังระยะปานกลาง

 

 

นอกจากนี้ สินเชื่อมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ในปีนี้ โดยสินเชื่อในกลุ่ม SMEs และสินเชื่อรายย่อยยังคงเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงสภาพคล่องและการฟื้นตัวของรายได้ ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.00% อาจช่วยบรรเทาภาระทางการเงินและเพิ่มโอกาสในการชำระหนี้ของลูกหนี้ได้บางส่วน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง 

 

ทั้งนี้ การที่กนง. มีกรรมการเพียง 6 ท่าน จากปกติ 7 ท่าน อาจทำให้ดุลยภาพของความเห็นในที่ประชุมมีความอ่อนไหวมากขึ้น โดยหากเสียงแตกแบบ 3 ต่อ 3 จะเป็นการให้น้ำหนักกับการตัดสินใจของประธานกนง.  นอกจากนี้ การเปลี่ยนเลขานุการ กนง. คนใหม่ อาจนำไปสู่การปรับโทนหรือรูปแบบการสื่อสารเชิงนโยบายที่ต้องจับตาต่อไป

 

 

ข่าวล่าสุด

"ปรีดี ดาวฉาย" ปัดข่าวนั่ง รมว.พลังงาน ย้ำไม่รับตำแหน่งการเมือง