เทรดทองต้องรู้! เตรียมซื้อเป็นดอลลาร์ ลดแรงกระแทกค่าเงินบาท
จากปัญหาทองคำกดดันค่าเงิน สู่แนวคิดเทรดทองเป็นดอลลาร์ใน 6 เดือน เส้นทางใหม่ที่อาจเปลี่ยนตลาดทองไทย พร้อมเป้าราคาทองทะลุ 70,000 บาท
KEY
POINTS
- จากปัญหาทองคำกดดันค่าเงิน สู่แนวคิดเทรดทองเป็นดอลลาร์ใน 6 เดือน
- เส้นทางใหม่ที่อาจเปลี่ยนตลาดทองไทย
- พร้อมเป้าราคาทองทะลุ 70,000 บาท
ในช่วงเวลาที่ทองคำกำลังกลายเป็นสินทรัพย์หลบภัยของโลก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ ทองจะไปต่อแค่ไหน แต่คือ ประเทศไทยจะรับมือกับแรงเงินทุนนี้อย่างไร
เบื้องหลังโต๊ะหารือระหว่างผู้ประกอบการทองรายใหญ่กับธนาคารแห่งประเทศไทย กำลังค่อยๆก่อร่างเป็น "เกมใหม่ของตลาดทองคำไทย" เกมที่ไม่ได้วัดกันแค่กำไร แต่เชื่อมโยงไปถึงเสถียรภาพค่าเงินทั้งระบบ
และนี่คือครั้งแรกที่แนวคิด "เปลี่ยนหน่วยเทรดทอง" ถูกยกขึ้นมาอย่างจริงจัง เพื่อบรรเทาแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจในภาพใหญ่
นายแพทย์กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด (MTS Gold) หรือ แม่ทองสุก เผยกับ "โพสต์ทูเดย์" ถึงความคืบหน้าการหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 เพื่อหาทางลดแรงกระเพื่อมจากการซื้อขายทองคำที่ส่งผลต่อค่าเงินบาท
โดยได้ข้อสรุปเบื้องต้นออกมาแล้ว 4 แนวทางสำคัญ คือ
ข้อแรก พลิกระบบเทรดทองเป็น "ดอลลาร์สหรัฐ"
ผู้ประกอบการร้านทองรายใหญ่ทั้ง 14 ราย เตรียมพัฒนาระบบซื้อขายทองคำออนไลน์ใหม่ โดยเปลี่ยนหน่วยการซื้อขายจาก "เงินบาท" เป็น "ดอลลาร์สหรัฐ (USD)"
เป้าหมายชัดเจน คือ "ลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทลงไม่ต่ำกว่า 60%" โดยเฉพาะจากดีมานด์ของผู้ซื้อรายใหญ่ที่มีมูลค่าสูง
ข้อสอง เดินเครื่องภายใน 6 เดือน
ระบบใหม่ถูกวางกรอบเวลาให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน แต่หากผู้ประกอบการรายใดมีความพร้อมก่อนก็สามารถเริ่มใช้ระบบเทรดทองเป็นดอลลาร์ได้ทันที ไม่จำเป็นต้องรอเทรดระบบพร้อมกันทั้งหมด
ข้อสาม ดันบัญชี FCD ให้ประชาชนเข้าถึงง่ายขึ้น
อีกโจทย์สำคัญ คือ การขอให้ ธปท. ช่วยอำนวยความสะดวกในการแลกเงินบาทเป็นดอลลาร์ ผ่านบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (FCD) หรือระบบ Wallet เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถนำเงินดอลลาร์มาใช้ซื้อทองคำได้สะดวกขึ้น ลดขั้นตอน ลดอุปสรรค
ข้อสุดท้าย สื่อสารให้เข้าใจตรงกันทั้งระบบ
มาตรการนี้จะไม่เดินเดี่ยว แต่จะจับมือกับสื่อต่างๆเพื่อให้ความรู้กับประชาชนว่าเหตุใดการเทรดทองในสกุลเงิน USD จึงจำเป็นและช่วยลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมได้อย่างไร
ใครได้รับผลกระทบ ใครไม่เกี่ยว ?
มาตรการนี้ "เล็งเป้าเฉพาะจุด" ไม่ได้ครอบคลุมทุกคน
- รายใหญ่ กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ ผู้ที่มีปริมาณซื้อขายสูงราว 700 ล้านบาทต่อเดือน หรือซื้อครั้งละ 5–10 กิโลกรัมขึ้นไป เพื่อโยกแรงซื้อไปอยู่ในระบบเทรดดอลลาร์ให้มากที่สุด
- รายย่อย-รายกลาง แทบไม่กระทบ ยังสามารถซื้อขายทองเป็นเงินบาทกับร้านทองได้ตามปกติ เพราะยอดรวมไม่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อค่าเงินบาท
- นิติบุคคล ไม่เกี่ยวข้องกับมาตรการนี้ เนื่องจากอยู่ในระบบภาษีและการเงินที่ชัดเจนอยู่แล้ว
ขาขึ้นยังไม่จบ เป้าหมายไกลกว่าที่คิด
ในมุมการลงทุน นพ.กฤชรัตน์ ยังคงมองทองคำมีแนวโน้มเป็น "ขาขึ้น" อย่างชัดเจน โดยตั้งเป้าระดับโลกไว้ที่ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในปี 2569 นี้ ซึ่งอาจผลักดันราคาทองในประเทศขึ้นไปทดสอบระดับ 72,000 บาท
ระยะสั้น ราคาทองที่พุ่งแรงในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในเวเนซุเอลา หากยืดเยื้อคาดว่าราคาทองคำอาจจะทดสอบ 4,530 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในเดือนมกราคมนี้
ขณะเดียวกัน ตลาดยังจับตาการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในช่วงปลายเดือนนี้อย่างใกล้ชิด
ระยะยาว ประเมินว่ามีโอกาสสูงถึง 90% ที่ราคาทองอาจจะขึ้นไปเห็นระดับ 75,000 บาท
ส่วนที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ว่าราคามีโอกาสแตะ 100,000 บาทนั้น อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตแต่ไม่ทราบว่าเมื่อไหร่ ปัจจัยหนุนมาจากภาวะเงินเฟ้อ, การลดบทบาทของดอลลาร์ (De-dollarization) และธนาคารกลางทั่วโลกที่หันมาถือครองทองคำมากขึ้นแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯมากขึ้น โดยสัดส่วนอาจเพิ่มจาก 2% เป็นไม่น้อยกว่า 15%
กลยุทธ์ลงทุน ย่อคือโอกาส
คำแนะนำยังชัดเจน "รอซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว" แนวรับสำคัญอยู่ที่ 65,000 บาท และ 64,500 บาทสามารถซื้อเพื่อถือลงทุน โดยมองว่าฐานราคาแถว 63,500-64,000 บาท เป็นแนวรับที่แข็งแกร่งมาก
และยังไม่เห็นสัญญาณฟองสบู่แตกในตลาดทองคำ 100% เพราะฐานราคาทองคำแถว 63,500 – 64,000 บาทซึ่งผ่านการทดสอบมา 3 ครั้งได้อย่างแข็งแกร่ง
เกมทองคำรอบนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องกำไร แต่กำลังขยับไปสู่ "โครงสร้างใหม่" ที่เชื่อมโยงค่าเงิน เสถียรภาพเศรษฐกิจ และทิศทางการลงทุนในระยะยาว.


