posttoday

ดีลการค้าไทย-สหรัฐฯ เขย่าโครงสร้าง! เกษตร-พลังงาน-การบิน มูลค่ากว่า 7 แสนล้านบาท ใครได้-ใครต้องปรับตัว ?

27 พฤศจิกายน 2568

USTR เปิดกรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนครั้งใหญ่ระหว่างไทย–สหรัฐฯ ครอบคลุมสินค้าสำคัญ 3 กลุ่ม ทั้งเกษตร พลังงาน และการบิน มูลค่ารวมกว่า 7 แสนล้านบาท Krungthai COMPASS ประเมินผลกระทบ-โอกาสต่อผู้ประกอบการไทย ต้องเร่งปรับตัว

KEY

POINTS

  • USTR เปิดกรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนครั้งใหญ่ไทย–สหรัฐฯ ครอบคลุมสินค้าเกษตร พลังงาน และการบิน มูลค่ากว่า 7 แสนล้าน
  • Krungthai COMPASS ประเมินผลกระทบ-โอกาสต่อผู้ประกอบการไทย ตั้งแต่ผู้ปลูกข้าวโพด ผู้ผลิตอาหารสัตว์ โรงกลั่น จนถึงปิโตรเคมีรายใหญ่
  • ต้องเร่งปรับตัวรับการแข่งขันและมาตรฐานใหม่ตลาดโลก

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (Office of the United States Trade Representative: USTR) ได้เผยแพร่กรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Framework for an Agreement on Reciprocal Trade) ระหว่างสหรัฐฯ และไทย ประกอบด้วยข้อตกลงด้านต่างๆ เช่น อัตราภาษีนำเข้า การค้า การลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา แรงงาน สิ่งแวดล้อม

ซึ่งหนึ่งในข้อตกลงที่สำคัญในกรอบข้อตกลงดังกล่าว คือ ข้อตกลงทางการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในการซื้อขายสินค้าในกลุ่มเกษตรกรรม พลังงาน และการบิน

มีรายละเอียดดังนี้

  1. การซื้อสินค้าเกษตรกรรม ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง และกากธัญพืชที่เหลือจากการผลิตเอทานอลด้วยข้าวโพด (Dried Distiller Grains with Solubles: DDGS) มูลค่า 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี (ราว 83,980 ล้านบาท/ปี)
  2. การซื้อสินค้าพลังงาน ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas: LNG) น้ำมันดิบ และ อีเทน มูลค่า 5.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี (ราว 174,420 ล้านบาท/ปี)
  3. การซื้อเครื่องบินจากสหรัฐฯ จำนวน 80 ลำ มูลค่ารวม 18.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 607,240 ล้านบาท)

บทความฉบับนี้จะทำการประเมินผลกระทบทางธุรกิจเบื้องต้นจากข้อตกลงในการซื้อขายกลุ่มสินค้าทั้ง 3 ประเภทข้างต้น และแนวทางในการปรับตัวของผู้ประกอบการ รวมถึงภาคส่วนที่มีความเกี่ยวข้อง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

การจัดซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรมูลค่า 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี

ไทยพึ่งพาการนำเข้าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร สำหรับเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง และกากธัญพืชที่เหลือจากการผลิตเอทานอลด้วยข้าวโพด (DDGS) ราว 20-60%

โดยไทยนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเมียนมา มากที่สุดถึง 88% ส่วนกากถั่วเหลืองไทยนำเข้าจากบราซิลมากที่สุด 93% และ DDGS ไทยนำเข้าจากสหรัฐฯ มากที่สุด 84% 

หากพิจารณาเปรียบเทียบราคานำเข้าของกลุ่มวัตถุดิบอาหารสัตว์ พบว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐฯ มีราคาถูกกว่าเมียนมาและไทย โดยราคานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐฯ อยู่ที่ 254 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ถูกกว่าราคานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเมียนมาและในไทยอยู่ที่ 372 และ 263 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ตามลำดับ

ขณะที่ราคานำเข้ากากถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ อยู่ที่ 544 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน มีราคาแพงกว่าราคานำเข้ากากถั่วเหลืองของบราซิลอยู่ที่ 533 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ส่วนราคานำเข้า DDGS จากบราซิลมีราคาถูกกว่าสหรัฐฯ และไทย

ดีลการค้าไทย-สหรัฐฯ เขย่าโครงสร้าง! เกษตร-พลังงาน-การบิน มูลค่ากว่า 7 แสนล้านบาท ใครได้-ใครต้องปรับตัว ?

Krungthai COMPASS ประเมินว่า หากไทยมีการจัดซื้อผลิตภัณฑ์เกษตร 3 สินค้าจากสหรัฐฯ ตามข้อตกลงประมาณ 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี จะส่งผลดีต่อต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์โดยรวมลดลง 157 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากไทยสามารถซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐฯ ในราคาที่ถูกลง

ทั้งนี้ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีสัดส่วนการใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์มากที่สุดถึง 33% ของการผลิตอาหารปศุสัตว์ ซึ่งจะส่งผลบวกต่อผู้ประกอบการในภาคปศุสัตว์และผู้ผลิตอาหารสัตว์

หากไทยเปลี่ยนมานำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ อย่าง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง และ DDGS ตามข้อตกลงของสหรัฐฯ ทั้งหมดจากเดิมที่นำเข้าจากเมียนมา หรือ บราซิล ซึ่งอาจสร้างอุปทานส่วนเกินของมูลค่าผลผลิต 3 วัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศราว 477 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  เพราะจะต้องแข่งขันด้านราคากับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ที่มีราคาถูกกว่า

ส่วนเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองคาดจะได้รับผลกระทบไม่มากนัก เนื่องจากไทยมีพื้นที่เพาะปลูกและผลผลิตในประเทศไม่มากนัก และความต้องการใช้ถั่วเหลืองเกือบทั้งหมดต้องพึ่งพาการนำเข้าอยู่แล้ว ทั้งนี้ อุปทานส่วนเกินวัตถุดิบข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง และ DDGS สามารถนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอล หรือใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางได้

ประเด็นข้อตกลงนำเข้าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจากสหรัฐฯ จะเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของผู้ประกอบการของไทย อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามความชัดเจนของแนวทางการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด โดยนำเสนอข้อเสนอแนะให้แก่ผู้ประกอบการของไทยเพิ่มเติม แบ่งออกเป็น 3 หมวด ได้แก่

1. เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในสภาวะการแข่งขันสูงขึ้น โดย เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน เช่น ใช้พันธุ์ที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง ปรับปรุงเทคนิคการเพาะปลูก ลดค่าใช้จ่ายปัจจัยการผลิตต่อหน่วย เพื่อให้สามารถแข่งขันด้านราคากับผลผลิตนำเข้าได้

2. ผู้รวบรวมวัตถุดิบหรือผู้ค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศ ควรหันมานำเข้าจากต่างประเทศที่มีราคาถูกกว่าแทน รวมถึงร่วมมือกับผู้นำเข้ารายใหญ่ที่มีเครือข่ายในต่างประเทศ รักษาความสัมพันธ์กับเกษตรกรในประเทศ

แม้ว่าการนำเข้าจะเพิ่มขึ้น แต่ผู้ค้าวัตถุดิบควรยังคงสนับสนุนเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกในประเทศ เช่น ให้ข้อมูลราคาตลาด ล็อกราคารับซื้อขั้นต่ำล่วงหน้า หรือรับซื้อผลผลิตเฉพาะกลุ่มพรีเมียม เพื่อสร้างจุดขายต่างจากวัตถุดิบนำเข้า และรักษาฐานคู่ค้าภายในประเทศไว้เป็นทางเลือกเสริมเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันกับตลาดโลก 

3. ผู้ผลิตอาหารสัตว์ แม้จะได้รับประโยชน์ชัดเจนที่สุดจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง แต่ก็ยังมีความเสี่ยงและความท้าทายที่ต้องคำนึง เช่น มาตรฐาน GMO เนื่องจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชดัดแปรพันธุกรรม (GMO)

แม้การใช้วัตถุดิบเหล่านี้จะมีข้อดีในด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศจากกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ แต่การใช้วัตถุดิบ GMO อาจต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางการค้า หรือสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่มีความอ่อนไหวต่อประเด็น GMO โดยเฉพาะตลาดสหภาพยุโรปที่ไทยมีสัดส่วนการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ราว 28% ของการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ทั้งหมดของไทย ซึ่งมีข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอาหารที่เข้มงวด และมีท่าทีไม่สนับสนุนการนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้วัตถุดิบ GMO

การซื้อสินค้าพลังงานมูลค่า 5.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี

สำหรับก๊าซธรรมชาติเหลว (ก๊าซ LNG) บมจ. ปตท. มีสัญญาซื้อก๊าซ LNG เพิ่มอีก 1 ล้านตัน/ปี ตั้งแต่ปี 2569 รวมทั้งมีแผนที่จะซื้อ LNG เพิ่มเติมอีก 2 ล้านตัน/ปี จากแหล่งอะแลสกาในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2573 เป็นต้นไป ซึ่งแผนการซื้อ LNG ในช่วงปี 2573 เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ และไทยฉบับนี้ 2  

หากพิจารณาเฉพาะสัญญาซื้อก๊าซ LNG เพิ่มเติม 1 ล้านตัน/ปี Krungthai COMPASS ประเมินว่า สัดส่วนปริมาณการนำเข้าก๊าซ LNG จากสหรัฐฯ ของไทยจะเพิ่มขึ้นจาก 17.6% ในปี 2568 เป็น 26.7% ในปี 2569 ซึ่งคิดเป็นมูลค่านำเข้าทั้งหมด 1,832 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

Krungthai COMPASS ประเมินว่า การที่ไทยนำเข้าก๊าซ LNG จากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นราว 1 ล้านตัน/ปี ตามสัญญาซื้อของ บมจ.ปตท. จะส่งผลให้ต้นทุนก๊าซธรรมชาติโดยรวมของไทยลดลงราว 0.2% ซึ่งช่วยลดต้นทุนก๊าซธรรมชาติของไทยทั้งหมดราว 835 ล้านบาท/ปี

สำหรับข้อตกลงการซื้อพลังงานที่เหลือในข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และไทยราว 3.57 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี Krungthai COMPASS  คาดว่าไทยอาจใช้ในการซื้อน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ โดยมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ของไทย คาดจะเพิ่มขึ้นจาก 3.52 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 เป็น 4.65 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 4.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568-69 ตามลำดับ ซึ่งเพียงพอตามเงื่อนไขในส่วนของข้อตกลงการซื้อสินค้าพลังงานในข้อตกลงทางค้าระหว่างสหรัฐฯ และไทย

ดีลการค้าไทย-สหรัฐฯ เขย่าโครงสร้าง! เกษตร-พลังงาน-การบิน มูลค่ากว่า 7 แสนล้านบาท ใครได้-ใครต้องปรับตัว ?

ดังนั้น ในระยะข้างหน้า หากไทยสามารถรักษาสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ในระดับเดียวกับปี 2568 ไทยอาจไม่จำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ เพิ่มเติม เพื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อตกลงทางค้าดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศอาจไม่ได้รับผลกระทบจากข้อตกลงการซื้อพลังงานดังกล่าว

ประเด็นข้อตกลงสินค้าพลังงานจากสหรัฐฯ อาจสร้างประโยชน์แก่ผู้ประกอบการในแง่ของการลดต้นทุนก๊าซธรรมชาติและค่าไฟฟ้า นอกจากนั้น หากผู้ประกอบการต้องการได้รับประโยชน์จากข้อตกลงทางค้าดังกล่าวเพิ่มเติม ผู้ประกอบการสามารถนำเอาน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ไปใช้ในการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปที่มีมูลค่าสูง เช่น น้ำมันเบนซิน และ Jet Fuel เพราะน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ มักเป็นน้ำมันดิบประเภท Sweet Light ซึ่งทำให้สามารถผลิตน้ำมันสำเร็จรูปดังกล่าวในสัดส่วนที่สูง

สำหรับ อีเทน ในช่วงที่ผ่านมา ไทยยังไม่เคยนำเข้าอีเทนในเชิงพาณิชย์ เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตปิโตรเคมี โดยอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยใช้แนฟทา (Naphtha) เป็นหลัก ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ คิดเป็นสัดส่วนราว 68% ของการใช้วัตถุดิบทั้งหมด 

โดยจัดหาแนฟทาภายในประเทศและนำเข้าจากตะวันออกกลาง ขณะที่การใช้อีเทน (Ethane) ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการแยกก๊าซธรรมชาติ คิดเป็นสัดส่วนราว 32% ของการใช้วัตถุดิบทั้งหมด เนื่องจากปริมาณอีเทนที่ผลิตภายในประเทศมีจำกัด จากปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่มีแนวโน้มลดลง อีกทั้งการนำเข้าอีเทนต้องใช้เงินลงทุนที่สูงมาก เนื่องจากจำเป็นต้องลงทุนปรับปรุงโรงงานผลิตปิโตรเคมีให้รองรับการใช้อีเทนเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิต รวมทั้งต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั้งถังเก็บ ท่อขนส่ง รวมถึงการขนส่งต้องใช้เรือขนส่งอีเทนขนาดใหญ่ (Very Large Ethane Carriers: VLECs) เท่านั้น ซึ่งต้องทำสัญญาเช่าเรือขนส่งอีเทนระยะยาว ทำให้มูลค่าการลงทุนค่อนข้างสูง และอาจไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน หากนำเข้าอีเทนเข้ามาในปริมาณที่ไม่มากนัก

ปัจจุบัน ความต้องการปิโตรเคมีทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจ อีกทั้งยังเผชิญการแข่งขันที่สูงกับสินค้าจีนที่มีแนวโน้มทะลักเข้ามาในไทยและประเทศที่ไทยส่งออกอย่างกลุ่มอาเซียนมากขึ้น ทำให้บริษัทผลิตปิโตรเคมีรายใหญ่ของไทยมีการพัฒนาโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกจากอีเทน รวมทั้งลงทุนก่อสร้างท่อขนส่งและถังเก็บอีเทน

โดยมีแผนนำเข้าอีเทนจากสหรัฐฯ เพื่อลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เช่น PTTGC มีแผนนำเข้าอีเทนจากสหรัฐฯ จำนวน 4 แสนตัน/ปี ระยะเวลา 15 ปี เพื่อเป็นวัตถุดิบในโรงงานโอเลฟินส์ทั้ง 5 โรงในไทย ภายในปี 2572 ขณะที่ SCGC มีแผนนำเข้าอีเทนจากสหรัฐฯ จำนวน 1 ล้านตันต่อปี ระยะเวลา 15 ปี เพื่อเป็นวัตถุดิบในโรงงานลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ (LSP) ในเวียดนาม6 เป็นต้น

ดีลการค้าไทย-สหรัฐฯ เขย่าโครงสร้าง! เกษตร-พลังงาน-การบิน มูลค่ากว่า 7 แสนล้านบาท ใครได้-ใครต้องปรับตัว ?

Krungthai COMPASS ประเมินว่า การนำเข้าอีเทนจากสหรัฐฯ จะส่งผลดีต่อต้นทุนการผลิตปิโตรเคมีโดยรวมลดลงราว 30% เมื่อเทียบกับต้นทุนแนฟทา โดยในปี 2570-72 Nexant คาดว่า ราคาอีเทนของสหรัฐฯ เฉลี่ยจะอยู่ที่ราว 300 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ซึ่งเมื่อรวมกับค่าขนส่งและค่าดำเนินการคาดว่าจะทำให้ราคานำเข้าอีเทนจากสหรัฐฯ มาไทยอยู่ที่ราว 500 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน

ขณะที่ต้นทุนแนฟทาของเอเชียแปซิฟิกเฉลี่ยจะอยู่ที่ราว 750 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ซึ่งคาดว่าการใช้อีเทนจะทำให้ส่วนต่าง (Spread) ระหว่างราคาเม็ดพลาสติก PE กับราคาวัตถุดิบตั้งต้นเพิ่มขึ้นราว 200-250 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน เมื่อเทียบกับการใช้แนฟทา

ดังนั้น ประเด็นข้อตกลงนำเข้าอีเทนจากสหรัฐฯ จะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะรายใหญ่ที่มีความพร้อมด้านเงินทุน ทั้งในแง่ของการลดต้นทุนการผลิต และช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้สูงขึ้น

อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไทยต้องใช้เงินลงทุนที่สูงมากในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของโรงงาน เพื่อรองรับการใช้อีเทนเป็นวัตถุดิบในการผลิต รวมทั้งต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในการขนส่งและจัดเก็บอีเทน จึงจำเป็นต้องพิจารณาความคุ้มค่าในการลงทุน และวางแผนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว

การซื้อเครื่องบินจากสหรัฐฯ จำนวน 80 ลำ มูลค่ารวม 18.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ในกรณีเครื่องบินพาณิชย์ ข้อตกลงการซื้อเครื่องบินจากสหรัฐฯ อาจช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการส่งมอบเครื่องบิน รวมถึงอาจสามารถเพิ่มเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ให้กับไทยมากขึ้น หากไทยมีความต้องการซื้อฝูงบินเพิ่มหรือการซื้อทดแทนเครื่องบินที่ปลดระวาง หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 เริ่มคลายตัว ความต้องการในการเดินทางทางอากาศก็ได้ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

จากข้อมูลของ McKinsey & Company พบว่า ในช่วงปี 2566-67 ความต้องการเดินทางทางอากาศของโลก สะท้อนจาก Revenue Passenger Kilometer (RPK) 7 ที่ปรับสูงขึ้นกว่า 10% และคาดว่าจะเติบโตในอัตรา 4.2% จนถึงปี 2573 

การผลิตและจัดส่งเครื่องบินกลับลดลง สะท้อนได้จากการขาดแคลนเครื่องบินที่สมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association: IATA) PWC และ McKinsey & Company ประเมินว่า ทั่วโลกมีการขาดแคลนเครื่องบินถึง 5,352 ลำ 4,500 ลำ และ 2,000 ลำ ตามลำดับการบรรลุข้อตกลงดังกล่าวอาจมีส่วนช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการส่งมอบเครื่องบินให้กับไทยมากขึ้นในภาวะการขาดแคลน เครื่องบินพาณิชย์ เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ อาจรวมถึงการเจรจาเพื่อเพิ่มเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์กับทางไทยด้วย เนื่องจากเป็นข้อตกลงที่มีการซื้อเครื่องบินจำนวนมากและมีมูลค่าสูง เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยี การร่วมเป็นพันธมิตรพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน รวมถึงพัฒนาด้านอื่นๆที่จะสนับสนุนให้ไทยก้าวสู่เป้าหมาย Aviation hub ของภูมิภาค.

ข่าวล่าสุด

นายกฯอนุทิน - ประธานฉาย บุนนาคร่วมฉลองความสัมพันธ์170ปีอังกฤษ-ไทย