ดีลการค้าไทย-สหรัฐฯ เขย่าโครงสร้าง! เกษตร-พลังงาน-การบิน มูลค่ากว่า 7 แสนล้านบาท ใครได้-ใครต้องปรับตัว ?
USTR เปิดกรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนครั้งใหญ่ระหว่างไทย–สหรัฐฯ ครอบคลุมสินค้าสำคัญ 3 กลุ่ม ทั้งเกษตร พลังงาน และการบิน มูลค่ารวมกว่า 7 แสนล้านบาท Krungthai COMPASS ประเมินผลกระทบ-โอกาสต่อผู้ประกอบการไทย ต้องเร่งปรับตัว
KEY
POINTS
- USTR เปิดกรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนครั้งใหญ่ไทย–สหรัฐฯ ครอบคลุมสินค้าเกษตร พลังงาน และการบิน มูลค่ากว่า 7 แสนล้าน
- Krungthai COMPASS ประเมินผลกระทบ-โอกาสต่อผู้ประกอบการไทย ตั้งแต่ผู้ปลูกข้าวโพด ผู้ผลิตอาหารสัตว์ โรงกลั่น จนถึงปิโตรเคมีรายใหญ่
- ต้องเร่งปรับตัวรับการแข่งขันและมาตรฐานใหม่ตลาดโลก
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (Office of the United States Trade Representative: USTR) ได้เผยแพร่กรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Framework for an Agreement on Reciprocal Trade) ระหว่างสหรัฐฯ และไทย ประกอบด้วยข้อตกลงด้านต่างๆ เช่น อัตราภาษีนำเข้า การค้า การลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา แรงงาน สิ่งแวดล้อม
ซึ่งหนึ่งในข้อตกลงที่สำคัญในกรอบข้อตกลงดังกล่าว คือ ข้อตกลงทางการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในการซื้อขายสินค้าในกลุ่มเกษตรกรรม พลังงาน และการบิน
มีรายละเอียดดังนี้
- การซื้อสินค้าเกษตรกรรม ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง และกากธัญพืชที่เหลือจากการผลิตเอทานอลด้วยข้าวโพด (Dried Distiller Grains with Solubles: DDGS) มูลค่า 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี (ราว 83,980 ล้านบาท/ปี)
- การซื้อสินค้าพลังงาน ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas: LNG) น้ำมันดิบ และ อีเทน มูลค่า 5.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี (ราว 174,420 ล้านบาท/ปี)
- การซื้อเครื่องบินจากสหรัฐฯ จำนวน 80 ลำ มูลค่ารวม 18.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 607,240 ล้านบาท)
บทความฉบับนี้จะทำการประเมินผลกระทบทางธุรกิจเบื้องต้นจากข้อตกลงในการซื้อขายกลุ่มสินค้าทั้ง 3 ประเภทข้างต้น และแนวทางในการปรับตัวของผู้ประกอบการ รวมถึงภาคส่วนที่มีความเกี่ยวข้อง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
ไทยพึ่งพาการนำเข้าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร สำหรับเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง และกากธัญพืชที่เหลือจากการผลิตเอทานอลด้วยข้าวโพด (DDGS) ราว 20-60%
โดยไทยนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเมียนมา มากที่สุดถึง 88% ส่วนกากถั่วเหลืองไทยนำเข้าจากบราซิลมากที่สุด 93% และ DDGS ไทยนำเข้าจากสหรัฐฯ มากที่สุด 84%
หากพิจารณาเปรียบเทียบราคานำเข้าของกลุ่มวัตถุดิบอาหารสัตว์ พบว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐฯ มีราคาถูกกว่าเมียนมาและไทย โดยราคานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐฯ อยู่ที่ 254 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ถูกกว่าราคานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเมียนมาและในไทยอยู่ที่ 372 และ 263 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ตามลำดับ
ขณะที่ราคานำเข้ากากถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ อยู่ที่ 544 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน มีราคาแพงกว่าราคานำเข้ากากถั่วเหลืองของบราซิลอยู่ที่ 533 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ส่วนราคานำเข้า DDGS จากบราซิลมีราคาถูกกว่าสหรัฐฯ และไทย
Krungthai COMPASS ประเมินว่า หากไทยมีการจัดซื้อผลิตภัณฑ์เกษตร 3 สินค้าจากสหรัฐฯ ตามข้อตกลงประมาณ 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี จะส่งผลดีต่อต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์โดยรวมลดลง 157 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากไทยสามารถซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐฯ ในราคาที่ถูกลง
ทั้งนี้ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีสัดส่วนการใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์มากที่สุดถึง 33% ของการผลิตอาหารปศุสัตว์ ซึ่งจะส่งผลบวกต่อผู้ประกอบการในภาคปศุสัตว์และผู้ผลิตอาหารสัตว์
หากไทยเปลี่ยนมานำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ อย่าง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง และ DDGS ตามข้อตกลงของสหรัฐฯ ทั้งหมดจากเดิมที่นำเข้าจากเมียนมา หรือ บราซิล ซึ่งอาจสร้างอุปทานส่วนเกินของมูลค่าผลผลิต 3 วัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศราว 477 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพราะจะต้องแข่งขันด้านราคากับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ที่มีราคาถูกกว่า
ส่วนเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองคาดจะได้รับผลกระทบไม่มากนัก เนื่องจากไทยมีพื้นที่เพาะปลูกและผลผลิตในประเทศไม่มากนัก และความต้องการใช้ถั่วเหลืองเกือบทั้งหมดต้องพึ่งพาการนำเข้าอยู่แล้ว ทั้งนี้ อุปทานส่วนเกินวัตถุดิบข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง และ DDGS สามารถนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอล หรือใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางได้
ประเด็นข้อตกลงนำเข้าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจากสหรัฐฯ จะเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของผู้ประกอบการของไทย อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามความชัดเจนของแนวทางการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด โดยนำเสนอข้อเสนอแนะให้แก่ผู้ประกอบการของไทยเพิ่มเติม แบ่งออกเป็น 3 หมวด ได้แก่
1. เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในสภาวะการแข่งขันสูงขึ้น โดย เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน เช่น ใช้พันธุ์ที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง ปรับปรุงเทคนิคการเพาะปลูก ลดค่าใช้จ่ายปัจจัยการผลิตต่อหน่วย เพื่อให้สามารถแข่งขันด้านราคากับผลผลิตนำเข้าได้
2. ผู้รวบรวมวัตถุดิบหรือผู้ค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศ ควรหันมานำเข้าจากต่างประเทศที่มีราคาถูกกว่าแทน รวมถึงร่วมมือกับผู้นำเข้ารายใหญ่ที่มีเครือข่ายในต่างประเทศ รักษาความสัมพันธ์กับเกษตรกรในประเทศ
แม้ว่าการนำเข้าจะเพิ่มขึ้น แต่ผู้ค้าวัตถุดิบควรยังคงสนับสนุนเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกในประเทศ เช่น ให้ข้อมูลราคาตลาด ล็อกราคารับซื้อขั้นต่ำล่วงหน้า หรือรับซื้อผลผลิตเฉพาะกลุ่มพรีเมียม เพื่อสร้างจุดขายต่างจากวัตถุดิบนำเข้า และรักษาฐานคู่ค้าภายในประเทศไว้เป็นทางเลือกเสริมเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันกับตลาดโลก
3. ผู้ผลิตอาหารสัตว์ แม้จะได้รับประโยชน์ชัดเจนที่สุดจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง แต่ก็ยังมีความเสี่ยงและความท้าทายที่ต้องคำนึง เช่น มาตรฐาน GMO เนื่องจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชดัดแปรพันธุกรรม (GMO)
แม้การใช้วัตถุดิบเหล่านี้จะมีข้อดีในด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศจากกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ แต่การใช้วัตถุดิบ GMO อาจต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางการค้า หรือสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่มีความอ่อนไหวต่อประเด็น GMO โดยเฉพาะตลาดสหภาพยุโรปที่ไทยมีสัดส่วนการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ราว 28% ของการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ทั้งหมดของไทย ซึ่งมีข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอาหารที่เข้มงวด และมีท่าทีไม่สนับสนุนการนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้วัตถุดิบ GMO
สำหรับก๊าซธรรมชาติเหลว (ก๊าซ LNG) บมจ. ปตท. มีสัญญาซื้อก๊าซ LNG เพิ่มอีก 1 ล้านตัน/ปี ตั้งแต่ปี 2569 รวมทั้งมีแผนที่จะซื้อ LNG เพิ่มเติมอีก 2 ล้านตัน/ปี จากแหล่งอะแลสกาในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2573 เป็นต้นไป ซึ่งแผนการซื้อ LNG ในช่วงปี 2573 เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ และไทยฉบับนี้ 2
หากพิจารณาเฉพาะสัญญาซื้อก๊าซ LNG เพิ่มเติม 1 ล้านตัน/ปี Krungthai COMPASS ประเมินว่า สัดส่วนปริมาณการนำเข้าก๊าซ LNG จากสหรัฐฯ ของไทยจะเพิ่มขึ้นจาก 17.6% ในปี 2568 เป็น 26.7% ในปี 2569 ซึ่งคิดเป็นมูลค่านำเข้าทั้งหมด 1,832 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
Krungthai COMPASS ประเมินว่า การที่ไทยนำเข้าก๊าซ LNG จากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นราว 1 ล้านตัน/ปี ตามสัญญาซื้อของ บมจ.ปตท. จะส่งผลให้ต้นทุนก๊าซธรรมชาติโดยรวมของไทยลดลงราว 0.2% ซึ่งช่วยลดต้นทุนก๊าซธรรมชาติของไทยทั้งหมดราว 835 ล้านบาท/ปี
สำหรับข้อตกลงการซื้อพลังงานที่เหลือในข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และไทยราว 3.57 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี Krungthai COMPASS คาดว่าไทยอาจใช้ในการซื้อน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ โดยมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ของไทย คาดจะเพิ่มขึ้นจาก 3.52 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 เป็น 4.65 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 4.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568-69 ตามลำดับ ซึ่งเพียงพอตามเงื่อนไขในส่วนของข้อตกลงการซื้อสินค้าพลังงานในข้อตกลงทางค้าระหว่างสหรัฐฯ และไทย
ดังนั้น ในระยะข้างหน้า หากไทยสามารถรักษาสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ในระดับเดียวกับปี 2568 ไทยอาจไม่จำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ เพิ่มเติม เพื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อตกลงทางค้าดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศอาจไม่ได้รับผลกระทบจากข้อตกลงการซื้อพลังงานดังกล่าว
ประเด็นข้อตกลงสินค้าพลังงานจากสหรัฐฯ อาจสร้างประโยชน์แก่ผู้ประกอบการในแง่ของการลดต้นทุนก๊าซธรรมชาติและค่าไฟฟ้า นอกจากนั้น หากผู้ประกอบการต้องการได้รับประโยชน์จากข้อตกลงทางค้าดังกล่าวเพิ่มเติม ผู้ประกอบการสามารถนำเอาน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ไปใช้ในการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปที่มีมูลค่าสูง เช่น น้ำมันเบนซิน และ Jet Fuel เพราะน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ มักเป็นน้ำมันดิบประเภท Sweet Light ซึ่งทำให้สามารถผลิตน้ำมันสำเร็จรูปดังกล่าวในสัดส่วนที่สูง
สำหรับ อีเทน ในช่วงที่ผ่านมา ไทยยังไม่เคยนำเข้าอีเทนในเชิงพาณิชย์ เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตปิโตรเคมี โดยอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยใช้แนฟทา (Naphtha) เป็นหลัก ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ คิดเป็นสัดส่วนราว 68% ของการใช้วัตถุดิบทั้งหมด
โดยจัดหาแนฟทาภายในประเทศและนำเข้าจากตะวันออกกลาง ขณะที่การใช้อีเทน (Ethane) ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการแยกก๊าซธรรมชาติ คิดเป็นสัดส่วนราว 32% ของการใช้วัตถุดิบทั้งหมด เนื่องจากปริมาณอีเทนที่ผลิตภายในประเทศมีจำกัด จากปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่มีแนวโน้มลดลง อีกทั้งการนำเข้าอีเทนต้องใช้เงินลงทุนที่สูงมาก เนื่องจากจำเป็นต้องลงทุนปรับปรุงโรงงานผลิตปิโตรเคมีให้รองรับการใช้อีเทนเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิต รวมทั้งต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั้งถังเก็บ ท่อขนส่ง รวมถึงการขนส่งต้องใช้เรือขนส่งอีเทนขนาดใหญ่ (Very Large Ethane Carriers: VLECs) เท่านั้น ซึ่งต้องทำสัญญาเช่าเรือขนส่งอีเทนระยะยาว ทำให้มูลค่าการลงทุนค่อนข้างสูง และอาจไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน หากนำเข้าอีเทนเข้ามาในปริมาณที่ไม่มากนัก
ปัจจุบัน ความต้องการปิโตรเคมีทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจ อีกทั้งยังเผชิญการแข่งขันที่สูงกับสินค้าจีนที่มีแนวโน้มทะลักเข้ามาในไทยและประเทศที่ไทยส่งออกอย่างกลุ่มอาเซียนมากขึ้น ทำให้บริษัทผลิตปิโตรเคมีรายใหญ่ของไทยมีการพัฒนาโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกจากอีเทน รวมทั้งลงทุนก่อสร้างท่อขนส่งและถังเก็บอีเทน
โดยมีแผนนำเข้าอีเทนจากสหรัฐฯ เพื่อลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เช่น PTTGC มีแผนนำเข้าอีเทนจากสหรัฐฯ จำนวน 4 แสนตัน/ปี ระยะเวลา 15 ปี เพื่อเป็นวัตถุดิบในโรงงานโอเลฟินส์ทั้ง 5 โรงในไทย ภายในปี 2572 ขณะที่ SCGC มีแผนนำเข้าอีเทนจากสหรัฐฯ จำนวน 1 ล้านตันต่อปี ระยะเวลา 15 ปี เพื่อเป็นวัตถุดิบในโรงงานลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ (LSP) ในเวียดนาม6 เป็นต้น
Krungthai COMPASS ประเมินว่า การนำเข้าอีเทนจากสหรัฐฯ จะส่งผลดีต่อต้นทุนการผลิตปิโตรเคมีโดยรวมลดลงราว 30% เมื่อเทียบกับต้นทุนแนฟทา โดยในปี 2570-72 Nexant คาดว่า ราคาอีเทนของสหรัฐฯ เฉลี่ยจะอยู่ที่ราว 300 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ซึ่งเมื่อรวมกับค่าขนส่งและค่าดำเนินการคาดว่าจะทำให้ราคานำเข้าอีเทนจากสหรัฐฯ มาไทยอยู่ที่ราว 500 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน
ขณะที่ต้นทุนแนฟทาของเอเชียแปซิฟิกเฉลี่ยจะอยู่ที่ราว 750 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ซึ่งคาดว่าการใช้อีเทนจะทำให้ส่วนต่าง (Spread) ระหว่างราคาเม็ดพลาสติก PE กับราคาวัตถุดิบตั้งต้นเพิ่มขึ้นราว 200-250 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน เมื่อเทียบกับการใช้แนฟทา
ดังนั้น ประเด็นข้อตกลงนำเข้าอีเทนจากสหรัฐฯ จะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะรายใหญ่ที่มีความพร้อมด้านเงินทุน ทั้งในแง่ของการลดต้นทุนการผลิต และช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้สูงขึ้น
อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไทยต้องใช้เงินลงทุนที่สูงมากในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของโรงงาน เพื่อรองรับการใช้อีเทนเป็นวัตถุดิบในการผลิต รวมทั้งต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในการขนส่งและจัดเก็บอีเทน จึงจำเป็นต้องพิจารณาความคุ้มค่าในการลงทุน และวางแผนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว
การซื้อเครื่องบินจากสหรัฐฯ จำนวน 80 ลำ มูลค่ารวม 18.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในกรณีเครื่องบินพาณิชย์ ข้อตกลงการซื้อเครื่องบินจากสหรัฐฯ อาจช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการส่งมอบเครื่องบิน รวมถึงอาจสามารถเพิ่มเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ให้กับไทยมากขึ้น หากไทยมีความต้องการซื้อฝูงบินเพิ่มหรือการซื้อทดแทนเครื่องบินที่ปลดระวาง หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 เริ่มคลายตัว ความต้องการในการเดินทางทางอากาศก็ได้ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง
จากข้อมูลของ McKinsey & Company พบว่า ในช่วงปี 2566-67 ความต้องการเดินทางทางอากาศของโลก สะท้อนจาก Revenue Passenger Kilometer (RPK) 7 ที่ปรับสูงขึ้นกว่า 10% และคาดว่าจะเติบโตในอัตรา 4.2% จนถึงปี 2573
การผลิตและจัดส่งเครื่องบินกลับลดลง สะท้อนได้จากการขาดแคลนเครื่องบินที่สมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association: IATA) PWC และ McKinsey & Company ประเมินว่า ทั่วโลกมีการขาดแคลนเครื่องบินถึง 5,352 ลำ 4,500 ลำ และ 2,000 ลำ ตามลำดับการบรรลุข้อตกลงดังกล่าวอาจมีส่วนช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการส่งมอบเครื่องบินให้กับไทยมากขึ้นในภาวะการขาดแคลน เครื่องบินพาณิชย์ เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ อาจรวมถึงการเจรจาเพื่อเพิ่มเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์กับทางไทยด้วย เนื่องจากเป็นข้อตกลงที่มีการซื้อเครื่องบินจำนวนมากและมีมูลค่าสูง เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยี การร่วมเป็นพันธมิตรพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน รวมถึงพัฒนาด้านอื่นๆที่จะสนับสนุนให้ไทยก้าวสู่เป้าหมาย Aviation hub ของภูมิภาค.


