posttoday

เจาะงบแบงก์ Q4/68 ลุ้นกำไรโต รับรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่ม-ค่าใช้จ่ายลด

23 พฤศจิกายน 2568

ส่องผลประกอบการแบงก์พาณิชย์ไตรมาส 4/68 รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายดำเนินงานลดลง หนุนกำไรสุทธิพุ่ง หลังกำไรไตรมาส 3/68 ต่ำสุดในรอบ 7 ไตรมาส

KEY

POINTS

  • นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารในไตรมาส 4/2568 จะเติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)
  • ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) และการลดลงของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX)
  • อย่างไรก็ตาม คาดว่ากำไรจะปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) สินเชื่อที่หดตัว ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) และค่าใช้จ่ายสำรอง (ECL) เพิ่มขึ้น

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานภาพรวมผลประกอบการของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 3/2568 โดยพบว่า กำไรสุทธิอยู่ที่ 66,000 ล้านบาท ลดลง 6.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 7 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาส 1/2567

การลดลงของกำไรสุทธิในไตรมาส 3/2568 มีสาเหตุหลักมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Income: NII) ที่ลดลง ปัจจัยที่ส่งผลกระทบประกอบด้วย การหดตัวของสินเชื่อ และ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้กับลูกหนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินการปรับลดโดยธนาคารเองและจากมาตรการ “คุณสู้ เราช่วย”

แนวโน้มกำไรไตรมาส 4/68 เพิ่มขึ้น YoY แต่ลดลง QoQ

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4/2568 บล.กรุงศรี คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ 7 แห่งที่ศึกษา ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB, ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB, ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB, ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP และ บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO จะเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) 

โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก คือ การเพิ่มขึ้นของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) ซึ่งมาจากเงินลงทุน (FVTPL และ Investment) รวมถึงการลดลงของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) จากการควบคุมค่าใช้จ่ายภายในองค์กร และ KKP ขาดทุนรถยึดลดลง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) คาดว่ากำไรจะลดลง สาเหตุสำคัญ ได้แก่

1. อัตราส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ลดลง จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยการปล่อยสินเชื่อ (M-Rate) ตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ถูกปรับลงในเดือนสิงหาคม 2568

2. สินเชื่อรวมที่ลดลง เนื่องจากธนาคารยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ โดยเน้นที่คุณภาพของลูกหนี้เป็นหลัก

3. การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยตามฤดูกาล

4. การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายสำรอง (ECL) เนื่องจากความไม่แน่นอนในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

ภาพรวมปี 68 กำไร 2.28 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 6%

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิรวมของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในปี 2568 จะอยู่ที่ 2.28 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน แรงขับเคลื่อนการเติบโตในปีนี้มาจากการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุน (FVTPL และ Investment) จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร การลดลงของขาดทุนรถยึด การควบคุมค่าใช้จ่ายภายในองค์กร และการลดลงของค่าใช้จ่ายสำรอง (ECL)

ประเมินกำไรปี 69 ที่ 2.18 แสนล้านบาท ลดลง 4%

ส่วนปี 2569 คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิจะอยู่ที่  2.18 แสนล้านบาท ลดลง 4% เมื่อเทียบกับปี 2568 ปัจจัยหลักที่กดดันผลประกอบการปี 2569 คือ NIM ที่ปรับลดลง จากทิศทางดอกเบี้ยขาลง คาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงเหลือ 1.0% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จากปัจจุบันที่ 1.5% นอกจากนี้ยังมีการขยายสินเชื่อไปยังกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ และการลดภาระดอกเบี้ยในโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ NIM ลดลงด้วย

คาด NPL ปี 68-69 อยู่ที่ 3.6-3.7%

แม้จะมีแรงกดดันต่อกำไร แต่คุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่มธนาคารยังคงอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ คาดการณ์ว่าอัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ในช่วงปี 2568-2569 จะอยู่ที่ 3.6-3.7% ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2567 ที่ 3.56% การเพิ่มขึ้นนี้สะท้อนถึงความไม่แน่นอนในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ มองว่าระดับดังกล่าวเป็นระดับที่ธนาคารสามารถควบคุมได้ เนื่องจากมีความเพียงพอในการตั้งสำรองต่อพอร์ต (Coverage Ratio) ที่คาดว่าจะคงระดับใกล้เคียง 180%

คงน้ำหนักการลงทุนกลุ่มธนาคาร “NEUTRAL”

ดังนั้น จึงยังคงน้ำหนักการลงทุนเป็น “NEUTRAL” สำหรับกลุ่มธนาคาร โดยภาพรวมมองว่าธนาคารยังคงมีปันผลที่น่าสนใจ โดยคาดว่าอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (dividend yield) จะอยู่ที่ 6-9% ต่อปี

ในปี 2569 การจัดการคุณภาพสินทรัพย์ทั้งในส่วนของค่าใช้จ่ายสำรอง (credit cost) และหนี้เสีย (NPL) ถือเป็นประเด็นหลักที่ต้องติดตาม โดยคาดว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นระดับที่ธนาคารสามารถควบคุมได้ 

ยังคงเลือก KTB และ KBANK เป็นหุ้นเด่น (Top Pick) เนื่องจากคาดว่าธนาคารเหล่านี้จะสามารถรักษาเงินปันผลในระดับสูงได้และมีโอกาสเห็นการปรับเพิ่มในอนาคต รวมถึงมีความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์น้อย

ข่าวล่าสุด

นายกฯอนุทิน - ประธานฉาย บุนนาคร่วมฉลองความสัมพันธ์170ปีอังกฤษ-ไทย