สังคมไร้เงินสด คนไทยใช้พร้อมเพย์พุ่ง 50% ใช้บัตร-ผ่อนชำระก็มาแรง
ลืมกระเป๋าเงินไม่แย่เท่าลืมมือถือ สังคมไร้เงินสดโตเร็ว คนไทยใช้ Mobile Banking สูง พร้อมเพย์พุ่ง 50% Beam เปิดตัว Bolt+ อุปกรณ์รับชำระเงินแบบพกพา รองรับร้านค้าทุกขนาด
KEY
POINTS
- การทำธุรกรรมผ่านพร้อมเพย์ของคนไทยเติบโตขึ้นเกือบ 50% ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยมีการใช้งาน 1 ครั้งต่อคนต่อวัน
- Beam ชี้นอกจากพร้อมเพย์แล้ว พฤติกรรมการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต/เดบิต และการเลือกผ่อนชำระก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน
- ประเทศไทยมีอัตราการใช้งานโมบายแบงก์กิ้งสูงที่สุดในโลก และถูกคาดการณ์ว่าอาจก้าวสู่สังคมไร้เงินสดได้ถึง 90% ภายในปี 2030
“ลืมกระเป๋าเงิน ไม่แย่เท่ากับลืมโทรศัพท์มือถือ” เป็นเรื่องจริงในโลกของ การใช้จ่ายแบบไร้เงินสด ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว คนไทยเริ่มคุ้นชินกับการใช้จ่ายเงินผ่าน Mobile Banking, QR พร้อมเพย์ (PromptPay), E-Wallet หรือบัตรเครดิต/เดบิต จนแทบไม่ต้องพกเงินสดเลย ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อนภาพเหล่านี้ในเมืองไทยยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขณะเดียวกัน เทรนด์ผ่อนชำระ จ่ายทีหลัง ก็กำลังเติบโตไม่น้อย
ข้อมูลจาก Beam สตาร์ทอัพฟินเทคไทย เผยว่า ภายในไม่กี่ปีที่ผ่านมา จำนวนธุรกรรมผ่านพร้อมเพย์ พุ่งสูงขึ้นเกือบ 50% คนไทยโดยเฉลี่ยใช้พร้อมเพย์วันละ 1 ครั้ง เห็นได้ชัดจากชีวิตประจำวัน เช่น ลานจอดรถที่เคยรับเงินสด ตอนนี้แทบทุกที่สามารถจ่ายผ่าน QR Code ได้ทันที
ไม่ใช่แค่ความสะดวกสำหรับผู้บริโภค แต่ยังช่วยให้ร้านค้าและธุรกิจไทย ลดต้นทุน ลดความผิดพลาดจากเงินสด เพิ่มความปลอดภัย และเข้าถึงลูกค้าดิจิทัลได้ง่ายขึ้น การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมไร้เงินสดจึงไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่กลายเป็น โอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต
ไทยใช้ Mobile Banking สูงที่สุดในโลก
วิน วารีเกษม ประธานกรรมการบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง Beam กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคทั่วโลกหันมาใช้จ่ายผ่านธุรกรรมไร้เงินสดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการพัฒนาเทคโนโลยีการเงิน จึงเชื่อว่าประเทศไทยสามารถก้าวสู่สังคมไร้เงินสดได้ถึง 90% ภายในปี 2030 หรือหมายถึง 90% ของธุรกรรมการชำระเงินทั้งหมดจะอยู่ในรูปแบบดิจิทัล
ประเทศไทยเองมีความก้าวหน้าที่โดดเด่นโดยมีอัตราผู้ใช้งาน Mobile Banking สูงที่สุดในโลกถึง 97% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต (ข้อมูลจาก Visa) ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนต่อไป ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคือกระบวนการชำระเงินที่สะดวกขึ้นและโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพ ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับประเทศไทยที่กำลังเห็นการเติบโตของธุรกรรมไร้เงินสดอย่างรวดเร็วเช่นกัน
"หากประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายที่ 90% ของธุรกรรมทั้งหมดเป็นดิจิทัล จะช่วยลดจำนวนเครื่องเก็บเงินสดและแคชเชียร์ลงได้กว่าครึ่งทั่วประเทศ ลดตู้ ATMลงถึง 80% เหลือน้อยกว่า 20 เครื่องต่อประชากร 100,000 คน ลดอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดลง ที่สำคัญยังสามารถประหยัด 'ต้นทุนเศรษฐกิจ' ได้สูงถึง 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 48,341 ล้านบาท) พร้อมลดสัดส่วนเงินสดในระบบ"
การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถลดต้นทุนธุรกรรมทางการเงินลงได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยปกติร้านค้าจะมีต้นทุนจากการรองรับเงินสด ในสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับยอดขาย ไม่นับการสูญหายหรือการนับผิด
ขณะเดียวกันยังเพิ่มขีดความสามารถในการเข้าถึงฐานลูกค้าใหม่ ๆ ผ่านช่องทางดิจิทัลที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างรายได้และเสริมศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจไทยในระดับภูมิภาค”
ชำระเงินดิจิทัลพุ่งแรง "พร้อมเพย์" โต 50% ใน 5 ปี
เมื่อดูอินไซด์ ตลาดการชำระเงิน ในปัจจุบัน วิน สะท้อนว่า ประมาณ 55% ของธุรกรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นในประเทศไทยยังคงเป็นเงินสด ส่วนอีก 45% เป็นธุรกรรมดิจิทัล โดยเงินสดส่วนใหญ่ยังคงถูกใช้ในต่างจังหวัดและในอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่ธุรกิจค้าปลีกทั่วไป
ขณะที่การเติบโตของพร้อมเพย์ (PromptPay) ซึ่งถือเป็นช่องทางการใช้จ่ายที่คนไทยใช้มากที่สุด เมื่อ 5 ปีที่แล้ว จำนวนธุรกรรมพร้อมเพย์ต่อวันอยู่ที่ ไม่ถึง 40 ล้านธุรกรรมต่อวัน แต่ในปัจจุบัน จำนวนธุรกรรมกำลังจะแตะจำนวนประชากรในประเทศ (ซึ่งมากกว่า 60 ล้านคน) แสดงถึงการเติบโตอย่างมากถึงเกือบ 50% ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา การเติบโตนี้เทียบเท่ากับว่าโดยประมาณแล้ว 1 คน ใช้พร้อมเพย์วันละ 1 ครั้ง
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้สังเกตได้ง่ายจากสภาพแวดล้อมใกล้ตัว เช่น เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ลานจอดรถส่วนใหญ่ยังรับเงินสด แต่ทุกวันนี้ห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ ได้เริ่มใช้ QR ในการสแกนชำระเงินแล้ว และแนวโน้มนี้กำลังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ด้วย
นอกเหนือจากพร้อมเพย์แล้ว Beam สังเกตเห็นเทรนด์การชำระเงินอื่น ๆ ที่เพิ่มขึ้นด้วย ได้แก่
- การใช้บัตร มากขึ้น
- พฤติกรรมการใช้ผ่อนชำระ มากขึ้น
- การใช้จ่ายผ่านวอลเล็ต (Wallet) ก็เพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ร้านค้าขนาดใหญ่ หลายแห่งก็เริ่มเห็นว่า ต้นทุนในการรับเงินสดนั้นสูงขึ้นทำให้พวกเขาเริ่มมองหาอุปกรณ์หรือระบบที่จัดการการรับชำระเงินทั้งหมดได้ในที่เดียว ซึ่งเป็นที่มาของการพัฒนาอุปกรณ์หรือระบบใหม่ของบริษัทนี้
พัฒนาอุปกรณ์รับชำระแบบพกพา
วินกล่าวเพิ่มเติมว่า Beam เห็นโอกาสนี้ จึงพัฒนา Bolt+ อุปกรณ์รับชำระเงินขนาดพกพารูปแบบใหม่ ที่ทำให้การจ่ายเงินง่ายเหมือนแค่ “แตะแล้วจบ”
ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า หน้าร้าน งานอีเวนต์ หรือธุรกิจทุกขนาด Bolt+ สามารถรองรับทุกวิธีชำระเงิน ทั้งบัตรเครดิต/เดบิต, QR พร้อมเพย์, E-Wallet อย่าง Alipay และ WeChat Pay รวมถึงการผ่อนชำระจากธนาคารสูงสุด 7 แห่ง ทุกอย่างถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ประกอบการขายสินค้าและบริการได้สะดวกขึ้น และลูกค้าก็จ่ายเงินได้ง่ายขึ้น
จุดเด่นของ Bolt+ ไม่ใช่แค่ความครบวงจร แต่ยังเรียบง่ายและเข้าใจง่าย
- รองรับทุกวิธีชำระเงิน พร้อมฟรี QR พร้อมเพย์ และค่าธรรมเนียมเริ่ม 1.8%
- เริ่มใช้งานไว อนุมัติบัญชีภายใน 1-3 วัน พร้อมขายได้ทันที
- ยืดหยุ่น ใช้ได้ทั้งแบบ Standalone หรือเชื่อมต่อกับระบบ POS เดิม รองรับ Wi-Fi, Hotspot และ SIM card
- ปลอดภัย มั่นใจทุกธุรกรรม ด้วยมาตรฐาน PCI DSS และ PDPA ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม เพื่อช่วยให้ร้านค้าไทยก้าวสู่โลกไร้เงินสด Beam ยังเปิด CashlessClub มอบ “ดาว 1–3” เป็นสัญลักษณ์ให้ร้านค้าที่พร้อมรับชำระเงินดิจิทัลครบทุกช่องทาง พร้อมสิทธิประโยชน์และราคาพิเศษสำหรับ Bolt+
สำหรับ Beam เป็นสตาร์ทอัพฟินเทค ที่ก่อตั้งโดยคนไทยตั้งแต่ปี 2019 โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างโซลูชันการชำระเงินที่ง่ายที่สุด ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายและครอบคลุมการเติบโตของทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมแฟชั่น ร้านค้า ธุรกิจสุขภาพและความงาม ร้านอาหาร ตลอดจนธุรกิจลานจอดรถ
ปัจจุบัน Beam มีลูกค้าเป็นร้านค้ากว่า 3,000 แห่งทั่วประเทศไทย และรองรับการทำธุรกรรมมูลค่ารวมกว่า 12,000 ล้านบาท โดยธุรกิจได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนชั้นนำและ VC ระดับโลก เช่น Sequoia, Partech, SeaX และนักลงทุนอื่น ๆ อีกหลายราย
Beam ดำเนินธุรกิจในรูปแบบ B2B (Business-to-Business) โดยมีโมเดลที่โปร่งใสและเข้าใจง่าย คือ ไม่มีค่าธรรมเนียมแอบแฝง ร้านค้าไม่ต้องเสียค่าแรกเข้า ไม่มีค่าบริการรายเดือน (Subscription) และไม่มีค่าธรรมเนียมการถอนเงิน
Beam ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องจากธนาคารแห่งประเทศไทย และสร้างระบบโดยอิงตามมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลสูงสุด ทั้ง PCI DSS Level 1 และ PDPA เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าข้อมูลจะได้รับการปกป้องอย่างดีที่สุด


