SCBX กังวลชี้ GDP โต2-3% ประเทศผงกหัวไม่ขึ้น!
SCBX กังวลชี้ GDP โต2-3% ประเทศผงกหัวไม่ขึ้น! วอนรัฐลดความเซ็กซี่ของนโยบายที่เอื้อประโยชน์แค่คนบางกลุ่ม เน้นการกระจายรายได้ทั่วถึง เพราะคนเกินกว่า 60% ของประเทศตอนนี้มีรายจ่ายมากกว่ารายได้
นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCBX กล่าวใน ‘งานสัมนาเศรษฐกิจไทยความท้าทาย และโอกาส ในปี 2025 (THAILAND ECONOMIC DRIVES 2025)’ และในโอกาส โพสต์ทูเดย์ ก้าวสู่ปีที่ 23 วันนี้ (7กุมภาพันธ์ 2568) ที่โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท มองทิศทางและการเติบโตเศรษฐกิจในปี 2025 ว่าโดยส่วนตัวมีมุมมองที่เป็นลบและน่ากังวล เพราะหากมองที่โจทย์ซึ่งประเทศไทยต้องอยู่รอดและแข่งขันได้ แต่คนเกินกว่า 60% ของประเทศมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ และยังฟื้นฟูได้ช้าจากผลกระทบของโควิด-19
หนี้ครัวเรือนแตะไปที่ 90% แผลใหญ่หน่วงประเทศยาว
นายอาทิตย์กล่าวว่าเศรษฐกิจและรัฐบาลที่มีโจทย์คือประเทศไทยต้องอยู่รอดและสามารแข่งขันได้นั้นน่ากังวลอยู่มาก เนื่องจากคนไทยเกินกว่า 60% ของประเทศมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ จากข้อมูลระบุว่าประเทศไทยในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบรุนแรงจากโควิด
จากมุมมองข้อมูลของฝั่งธนาคาร ประเทศไทยในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบรุนแรงจากโควิด และประเทศไทยยังฟื้นตัวช้าที่สุดอยู่ในระดับต้นๆ ของโลก เป็นประเทศที่ 72 ใน 80 กว่าประเทศที่ระดับการเติบโตของ GDP กลับมาเท่าก่อนเกิดโควิด ทำให้เห็นว่าในช่วงเวลาดังกล่าวน่าจะเกิดอะไรบางอย่างที่ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า จึงทำให้เกิดการกู้เงินเนื่องจากรายได้ไม่พอกับรายจ่าย
ประกอบกับในช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีการดูแลและผลักดันเพิ่มเติม จึงต้องให้ประชาชนไปกู้เงินเพื่อนำมาใช้ ผสมกับสภาพเศรษฐกิจที่อ่อนแอที่เกิดขึ้นก่อนโควิดอยู่แล้ว ทำให้หนี้ครัวเรือนแตะไปที่ 90% กลายเป็นแผลขนาดใหญ่ที่หน่วงประเทศไทยไปอีกนาน
“ ถ้าการบริหารและผลักดันประเทศยังอยู่ที่ตัวเลขที่ 5-7% ผมคิดว่าเราคงไม่ได้หวังจะเอาหนี้สาธารณะลงด้วยการคืนหนี้ แต่ต้องทำให้พวกเขามีรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อให้คนส่วนใหญ่อยู่ได้“
ส่วนตัวเลข 2-3% ในวันนี้ล้วนมาจากเศรษฐกิจส่วนบนของสังคมเท่านั้น หากในข้อเท็จจริงคือ 60% ของคนส่วนใหญ่ยังเดือดร้อนอยู่มากและมองไม่เห็นแสงสว่าง
“ ผมก็ต้องให้กำลังใจรัฐบาลว่าสิ่งที่ทำมาแล้วยังโอเค แต่มันไม่พอ การจะพาประเทศให้พ้นสภาพแรงหน่วงขนาดใหญ่ที่เป็นอยู่ขนาดนี้ ถ้าไม่ทำนโยบายทั้งสั้น-กลาง-ยาว“
นายอาทิตย์กล่าวว่า ตนสนับสนุนนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่ต้องมีระเบิดขนาดใหญ่ และหนึ่งในนั้น เช่น Digital Wallet และการให้เงินต่างๆ ตามหลักการคือกระตุ้นและเยียวยาไปพร้อมๆ กัน
ถึงเวลาหันหน้าร่วมมือกัน ให้โอกาส ‘นโยบาย’ เกิด
นายอาทิตย์กล่าวถึงการดำเนินนโยบายของรัฐในปัจจุบันว่า หากเทียบกับปีค.ศ. 1997 ที่มีวิกฤตเกิดขึ้นนั้น ทุกคนต่างยอมรับว่าเจอวิกฤตเศรษฐกิจ และทะเลาะกันน้อยลง หันหน้ามาช่วยและร่วมมือกัน วันนี้ก็เช่นกัน ประเทศไทยอยู่ในสภาพที่บางคนพูดว่าตัวเลขไม่แย่ แต่ความเป็นจริงคนส่วนใหญ่เดือดร้อน คำถามคือรัฐบาลมีนโยบายที่ดี แต่ทำไมถึงยังไม่เกิดขึ้น
“ ผมคิดว่าเราเสียเวลาที่จะมาเถียงกันว่านโยบายใครดีกว่ากัน แต่ทำอย่างไรที่จะทำให้ระบบของเราอยู่กันได้แบบเห็นผลประโยชน์ของประเทศชาติ และเดินไปข้างหน้าตามกฎกติกาเมื่อเลือกมาแล้ว เราต้องให้โอกาสประเทศและตัวเราเองให้นโยบายได้ถูกทำ ไม่ใช่เพียงแต่พูดแต่ทำไม่ได้เลย“
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่บริหารจาก SCBX มองว่าสำหรับนโยบายเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ หรือแม้แต่การนำสาธารณสมบัติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ จะต้องควบคู่ไปกับการให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับคนส่วนใหญ่ ไม่ว่าสวัสดิการในเชิงสาธารณูปโภค สาธารณสุข หรือการลดภาระหนี้ที่ทุกคนมีอยู่ การจะทำได้นั้นจะต้องดึงให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมและเห็นว่าได้ประโยชน์จากสิ่งนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทาย
“ ผมคิดว่าในเชิงนโยบาย ท่านจะได้ฟังเรื่องภูเก็ตแซนด์บอกซ์ หรือดิจิทัล หลายเรื่องเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าดึงดูด แต่ก็มีคนพูดว่าเอื้อประโยชน์ต่อคนไม่กี่กลุ่มเท่านั้น ผมคิดว่ารัฐบาลต้องทำเรื่องที่เซ็กซี่ให้น้อยลงนิดนึง ไม่ท่วมไม่แล้งให้เกษตรกรทำได้หรือไม่ เรื่องโลจิสติกส์ไม่ต้องความเร็วสูงแต่เน้นขนสินค้าให้มากขึ้น การลงทุนแบบนั้นจะได้รับการยอมรับจากสังคม และการลงทุนเช่นนั้นจะเป็นโอกาสที่จะกระจายรายได้ไปสู่ทุกภาคส่วนได้มาก“
ปัญหาใหญ่กว่าที่เติบโตแค่ 2-3% แล้วประเทศจะผงกหัวขึ้นได้
นายอาทิตย์กล่าวด้วยความกังวลใจว่า “ ผมคิดว่าปัญหาที่เผชิญนั้นใหญ่เกินกว่าที่จะหวังแค่การเติบโต 2-3% แล้วประเทศจะผงกหัวขึ้นมาได้“
นอกจากนั้นต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดของประเทศ มีวินัยเรื่องการเงินและการคลัง และนำสิ่งเหล่านั้นไปเยียวยาและกระตุ้นทั้งในช่วงสั้นและยาว นโยบายต่างๆ จึงอยากให้ลดความเซ็กซี่ลงและเน้นสิ่งที่ใกล้ตัว มองไปที่ส่วนสำคัญของประเทศเป็นหลัก เช่น ไม่ท่วม ไม่แล้ง ให้ภาคเกษตรได้รับประโยชน์จากทรัพยากรให้เพียงพอ นอกจากการทำนโยบายที่นำเงินไปจ่ายเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายอย่างเดียว ควรมองไปที่การออกแบบนโยบายที่เป็นสวัสดิการโดยตรงให้แก่คนมีรายได้น้อย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความจำเป็นต่อปี 2568 ซึ่งควรจัดการตรงนี้ให้ได้ก่อนที่จะ “บินไปดวงจันทร์ หรือดาวอังคารก็ค่อยว่ากัน“


