
กำจัดจุดอ่อน กม.คอมพ์ก่อนเป็นแค่เสือกระดาษ
นับตั้งแต่ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
นับตั้งแต่ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
หรือกฎหมายคอมพิวเตอร์มีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบัน น้อยคนที่จะรู้ว่ากฎหมายฉบับนี้มีอำนาจ หรือใช้จัดการการกระทำที่ไม่ถูกต้องอันเกิดจากเทคโนโลยี โดยเฉพาะอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ที่นับวันยิ่งเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้ในยุคโลกไซเบอร์
ถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจว่ากฎหมายฉบับนี้กำลังเป็นแค่ตัวอักษรบนกระดาษที่ปราศจากการนำมาใช้งานจริงให้สมกับอำนาจที่มีอยู่!!!
ด้วยเหตุนี้ ปัญญาสมาพันธ์เพื่อการวิจัยความเห็นสาธารณะแห่งประเทศไทย จึงได้ศึกษาและวิจัย “ภัยไซเบอร์ : การรับรู้และความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับกฎหมาย และหน่วยงานที่รับผิดชอบ” เพื่อสะท้อนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปพัฒนารูปแบบเพื่อสร้างการรับรู้และเผยแพร่ให้มากขึ้น
เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ คณะกรรมการบริหารนโยบายปัญญาสมาพันธ์ฯ กล่าวว่า ผลสำรวจกลุ่มตัวอย่างพบว่า 55% ไม่เชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้จะสามารถจัดการหรือเอาผิดกับผู้กระทำได้ แสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนด้านการประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายฉบับนี้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที ที่เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง ควรจะทำงานเชิงรุกให้มากกว่านี้ เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าใจให้กับประชาชนว่ามีเครื่องมือในการจัดการหากโดนกระทำบนโลกไซเบอร์
ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานหนักมากขึ้น โดยเฉพาะการชี้แนะได้ว่าการกระทำใดบ้างบนโลกออนไลน์ที่ผิดกฎหมาย เพราะต้องการให้ประชาชนในประเทศมีเกราะป้องกันการใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตที่มีบทบาทต่อสังคมปัจจุบันสูงมาก ถือเป็นการ “กันไว้ดีกว่าแก้” หรือ ป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้น ดีกว่ามาตามแก้ปัญหาภายหลัง ซึ่งสายเกินไป ยิ่งเมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาและมีนโยบายแจกแท็บเล็ตเด็ก ป.1 ทั่วประเทศ ยิ่งต้องเร่งกระจายและเผยแพร่กฎหมายฉบับนี้ให้มากขึ้น
พ.ต.อ.สมพร แดงดี ผู้กำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม การกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท. กล่าวว่า จากผลวิจัยที่ออกมา กลุ่มที่น่าเป็นห่วง คือ ช่วงอายุระหว่าง 15-25 ปี ที่มีพฤติกรรมติดคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตค่อนข้างสูง โดยเฉพาะกลุ่มเด็กผู้ชายที่ชอบใช้งานที่ร้านอินเทอร์เน็ต ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกตัดต่อคลิปสูงมาก ขณะที่ผลวิจัยชี้ว่ากลุ่มตัวอย่างเกินครึ่งไม่เชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้จัดการได้จริง จึงเลือกที่จะอยู่เฉยๆ และไม่ดำเนินการอะไรเลย
ในมุมของ ปอท. มองว่ากฎหมายฉบับนี้ยังมีช่องโหว่อยู่ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะเข้าบุกยึดเซิร์ฟเวอร์กรณีพบการกระทำผิด เพราะกฎหมายกำหนดว่าต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญที่กระทรวงไอซีทีตั้งขึ้นเท่านั้น ในแง่ดี คือ การตรวจค้นเซิร์ฟเวอร์ควรต้องให้ผู้ที่มีความรู้ในเรื่องนี้โดยตรง แต่ในทางตรงกันข้าม ทำให้กระบวนการบุกจับไม่ทันเวลา ซึ่งต้องแก้ปัญหาจุดนี้ อีกทั้งการที่กฎหมายกำหนดว่าตำรวจไม่สามารถขอข้อมูลชั้นลึกที่เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนจากผู้ให้บริการได้ ทำให้การดำเนินการต่างๆ ต้องใช้เวลานาน
วันฉัตร ผดุงรัตน์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์พันทิป กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้ถือเป็น “บันทึกหน้าใหม่” ของการใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต แต่น่าเสียดายที่ขาดการสื่อสารในวงกว้าง เห็นชัดเจนว่าปัจจุบันมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไม่รู้กฎหมายฉบับนี้เยอะมาก ทำให้ผู้ใช้ต้องตกเป็นเหยื่อทางเทคโนโลยี
“สิ่งที่ต้องการจากภาครัฐผู้บังคับใช้กฎหมาย คือ ความสมดุลระหว่างโลกไซเบอร์กับโลกความเป็นจริง คือ ต้องเปิดใจกว้างยอมรับบางเรื่องที่ดูก้ำกึ่ง เช่น กระทู้ที่ติเพื่อก่อมากกว่าติเพื่อทำลาย ต้องดูเจตนาแท้จริงก่อนแล้วค่อยสั่งปิด” วันฉัตร กล่าว
การที่คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในสังคม ถือเป็นเหรียญ 2 ด้าน คือ มีทั้งคุณและโทษ การมีกฎหมายฉบับนี้จึงเป็นภาพใหม่ของประเทศ ดังนั้นหากภาครัฐไม่รีบอุดช่องโหว่ที่เกิดขึ้นโดยเร็ว กฎหมายฉบับนี้ก็จะกลายเป็น “เสือกระดาษ” ที่ไร้อำนาจและคนสนใจในที่สุด







