posttoday
ทีดีอาร์ไอถลกค่าต๋งแบงก์แบงก์

ทีดีอาร์ไอถลกค่าต๋งแบงก์แบงก์

12 กุมภาพันธ์ 2553

คิดสูงเกินไม่โปร่งใสแนะธปท.เลิกกำหนดเพดานโพสต์ทูเดย์ — ทีดีอาร์ไอ เสนอรื้อเพดานค่าธรรมเนียมโอนเงินหลังพบไม่โปร่งใส บิดเบือน ทุกแห่งเอากำไรไปอุดต้นทุน

นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการด้านนโยบายการแข่งขันทางการค้าและคุ้มครองผู้บริโภค ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจรายสาขา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยผลการศึกษา “การประเมินการแข่งขันในบริการโอนเงินเข้าบัญชีระหว่างธนาคาร และบริการฝาก ถอน โอนเงิน ผ่านเครื่องเอทีเอ็ม” ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มอบหมายให้ศึกษาว่าสูงเกินความจริง

โครงสร้างค่าธรรมเนียมบริการทางการเงินที่กำหนดมีลักษณะบิดเบือนไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ส่งผลให้ค่าธรรมเนียมบริการโอนเงินข้ามธนาคารสูงเกินควร

ธนาคารทุกแห่งกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการโอนเงินฯ ตามอัตราเพดานที่ธปท. กำหนดทำให้ไม่มีการแข่งขันกันด้านราคา

ทั้งนี้ กรณีของการโอนเงินแบบยกชุดของบริษัทให้กับพนักงานผ่านระบบ ITMX ธนาคารทุกแห่งจะกำหนดค่าธรรมเนียมเพดานที่ 12 40 และ 100 บาท ตามขนาดของวงเงินที่โอน

กรณีของการโอนเงินผ่านเอทีเอ็ม ก็จะมีค่าธรรมเนียม 25 บาท และ 35 บาท ตามวงเงินที่โอน

“การกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการโอนเงินที่ตายตัวสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทำให้ไม่มีการแข่งขันกันด้านราคาระหว่างผู้ประกอบการ ขณะที่ผู้ใช้บริการก็ไม่เคยได้รับทราบถึงโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่แท้จริงว่าจ่ายให้ใคร เท่าไร ธนาคารจะแข่งขันเฉพาะในส่วนของค่าธรรมเนียมที่ตัวได้รับเท่านั้น แต่ระบบไม่มีการแข่งขัน” นางเดือนเด่น กล่าว

นางเดือนเด่น กล่าวอีกว่า การที่ธนาคารทุกแห่งเลือกที่จะกำหนดค่าธรรมเนียมที่อัตราเพดานทุกราย ทำให้ธุรกรรมการโอนเงินระหว่างธนาคารในประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง สูงกว่าการจ่ายเงินด้วยเช็ค ซึ่งมีค่าธรรมเนียมเพียง 15 บาท และไม่จำกัดวงเงิน ทำให้ผู้ใช้บริการเลือกที่จะใช้เช็คแทน นายจ้างต้องบังคับให้ลูกจ้างต้องเปิดบัญชีที่ธนาคารที่มีบัญชีอยู่ เพื่อหลีกเลี่ยงการโอนเงินข้ามธนาคาร

นางเดือนเด่น กล่าวว่า โครงสร้างค่าธรรมเนียมธุรกรรมทางการเงินของธนาคารในประเทศไทยต่างจากต่างประเทศ ที่คิดค่าบริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ถูกกว่าบริการพื้นฐาน แต่ของไทยการถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็มกลับมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการถอน ฝากเงินที่สาขา ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ไม่มีการเก็บค่าบริการ

ทีดีอาร์ไอ ระบุว่า การที่ธนาคารมีการกำหนดค่าธรรมเนียมร่วมกันในการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์สูงเพราะต้องนำกำไรส่วนเกินจากบริการเหล่านี้ไปชดเชยส่วนอื่น

ทีดีอาร์ไอเสนอว่า ต้องมีการเปิดเผยโครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ประกอบด้วยค่าธรรมเนียมของธนาคารผู้สั่งโอน ธนาคารผู้รับโอน และบริษัทที่ให้บริการโอนเงิน เพื่อให้ค่าบริการมีความโปร่งใสมากขึ้น

นอกจากนี้ ให้ธปท. ยกเลิกการกำหนดอัตราเพดานของค่าธรรมเนียมในส่วนของผู้สั่งโอน สำหรับการโอนเงินแบบเหมาโหลและการโอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม เนื่องจากธนาคารแต่ละแห่งสามารถกำหนดได้เอง ธปท.จึงไม่ควรชี้นำ

ทีดีอาร์ไอเห็นว่า เมื่อมีการยกเลิกอัตราเพดานแล้ว การคงพฤติกรรมในการกำหนดราคาร่วมกันของธนาคารพาณิชย์มีโอกาสเป็นไปได้น้อย เนื่องจากการกระทำดังกล่าวอาจถูกลูกค้าฟ้องว่าขัดกับมาตรา 27 ของกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้า

นอกจากนี้ ในระยะปานกลาง ธปท.จะต้องยกเลิกการกำหนดอัตราเพดานสำหรับค่าบริการในส่วนของธนาคารผู้รับโอนด้วย

ธุรกิจการโอนเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์มี 2 แบบ คือ การโอนทีละหลายรายการ(Bulk Payment) เช่น การจ่ายเงินเดือนพนักงานของบริษัทต่าง ๆ กับการโอนทีละรายการผ่านตู้ ATM ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบุคคลรายย่อย ธุรกิจนี้มีผู้เกี่ยวข้องได้แก่ ธนาคารผู้สั่งโอน (sending bank) บริษัทที่ให้บริการระบบการชำระเงิน ITMX และ ธนาคารของผู้ที่รับเงินโอน (receiving bank)

เมื่อพิจารณาจำนวนผู้ประกอบการ และส่วนแบ่งตลาดของผู้ประกอบการแต่ละรายในตลาด พบว่าโครงสร้างของตลาดบริการโอนเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีธนาคารพาณิชย์ที่ให้บริการราว 30 แห่งทั้งของไทยและต่างประเทศ มีการกระจุกตัวอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก ปัญหาการแข่งขันในตลาดบริการนี้ไม่ได้เกิดจากโครงสร้างตลาดที่มีผู้ประกอบการน้อยรายเกินไป หรือมีรายใหญ่ผูกขาดตลาด หากแต่อยู่ที่ กฎ กติกาของรัฐ และ ในปัจจุบัน คณะกรรมการระบบการชำระเงิน (กรช.) ซึ่งมีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นประธาน เป็นผู้กำหนดการอัตราเพดานของค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ธนาคารทุกแห่งสามารถเรียกเก็บจากลูกค้า ในอดีต กรช. ได้ให้ธนาคารพาณิชย์เข้ามาร่วมเป็นคณะอนุกรรมการความร่วมมือเพื่อการชำระเงินแห่งชาติ (อชช.) ซึ่งมีภารกิจในการนำเสนออัตราค่าธรรมเนียมการโอนเงินระหว่างธนาคารให้ กรช.เห็นชอบ ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ

 

อนึ่ง ค่าบริการดังกล่าวจะแบ่งจ่ายให้กับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย อาทิ ค่าธรรมเนียมการโอนเงินแบบ bulk payment วงเงินไม่เกิน 10,000 บาทซึ่งมีค่าธรรมเนียม 12 บาท ธนาคารผู้สั่งโอนได้ 4.15 บาท ธนาคารผู้รับโอนได้ 7.40 บาท และผู้ให้บริการระบบชำระเงินหรือ ITMX ได้ 0.45 บาท ซึ่งในส่วนของบริการผ่านตู้ ATM ก็จะมีการกำหนดส่วนแบ่งระหว่างธุรกิจที่เกี่ยวข้องเช่นเดียวกันเพียงแต่มีค่าใช้บริการตู้เข้ามาเพิ่มอีกรายการหนึ่ง

เช่นในกรณีตัวอย่างของค่าธรรมเนียมการโอนเงิน 12 บาทนั้น ธนาคารอาจยกเว้นค่าธรรรมเนียมในส่วนของ “ธนาคารผู้สั่งโอน” 4.15 บาทให้แก่ลูกค้ารายใหญ่ทำให้ค่าโอนลดลงเหลือ 7.85 บาทต่อรายการ แต่การแข่งขันในส่วนนี้เป็นไปอย่างลับๆ โดยธนาคารแต่ละแห่งจะพิจารณาว่าจะเก็บค่าธรรมเนียมในส่วนนี้หรือไม่ เท่าใดให้แก่ลูกค้าเป็นรายกรณี ไม่มีธนาคารใดที่ประกาศยกเลิกหรือลดค่าธรรมเนียมการสั่งโอนเงินอย่างเป็นทางการต่อสาธารณชน

 

 

อนึ่ง ตามทฤษฎีแล้ว ธนาคารพาณิชย์สามารถปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมของบริการของตนเองได้อยู่แล้ว แต่เนื่องจากประเด็นเรื่องค่าธรรมเนียมการถอนเงินมีความอ่อนไหวในเชิงการเมืองและในเชิงสังคมเนื่องจากมีผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง รวมถึงผู้ที่มีรายได้น้อย ธนาคารพาณิชย์อาจลังเลใจที่จะเป็นผู้ริเริ่มในการดำเนินการ

ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการแข่งขันในตลาดบริการการโอนเงินระหว่างธนาคารทางอิเล็กทรอนิกส์อีกประการหนึ่งที่ยังไม่ได้กล่าวถึง เกิดจากโครงสร้างองค์กรของบริษัทที่ให้บริการระบบการชำระเงิน หรือ NITMX ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์รายเดียวในตลาด (ยกเว้นการโอนเงินที่มีมูลค่าสูง ซึ่งดำเนินการผ่านระบบของ ธปท.) แม้การมีระบบการชำระเงินระบบเดียวจะทำให้การโอนเงินระหว่างธนาคารทุกธนาคารสามารถดำเนินการได้อย่างสะดวก และทำให้ไม่มีการลงทุนที่ซ้ำซ้อน แต่ก็มีความเสี่ยงที่ผู้ให้บริการอาจมีพฤติกรรมที่เป็นการแสวงหากำไรจากอำนาจที่ผูกขาด ในปัจจุบัน ผู้ที่ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทดังกล่าวคือ ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อด้อย ข้อดีคือเนื่องจากธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่หล่านี้เป็นผู้ใช้ประโยชน์จากระบบการชำระเงินมากที่สุดก็จะมีแรงจูงใจให้มีการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบการชำระเงินให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าของตน มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน การที่ธนาคารขนาดใหญ่เข้ามาเป็นผู้ที่มีอำนาจบริหารในบริษัทที่ผูกขาดระบบการชำระเงินก็อาจทำให้การกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม ค่าสมาชิก หรือ กฎ กติกาในการใช้ระบบการชำระเงินมีลักษณะที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ธนาคารขนาดใหญ่มากกว่าธนาคารขนาดเล็กหรือผู้ที่ต้องใช้ระบบการชำระเงินอื่นๆ

การศึกษาให้ข้อเสนอแนะว่า สิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยควรดำเนินการเพื่อส่งเสริมให้มีการแข่งขันในตลาดบริการโอนเงินระหว่างธนาคารมากขึ้นมีดังต่อไปนี้ คือ

 

 

ในส่วนของระบบการชำระเงิน

เนื่องจากบริการระบบการชำระเงินเป็นบริการที่ผูกขาดโดยธรรมชาติ ธปท. จำเป็นที่จะต้องเข้ามากำกับดูแลให้ใกล้ชิดมากกว่าเดิม โดยการ

1. ให้มีตัวแทนของธนาคารไปเป็นกรรมการในบริษัทระบบการชำระเงิน เพื่อที่จะดูแลให้กระบวนการและขั้นตอนในการกำหนดนโยบายในการพัฒนาระบบการชำระเงินเป็นไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์สูงสุดของประเทศ

2. กำกับค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่บริษัทผู้ให้บริการระบบการชำระกำหนดขึ้น ซึ่งนอกจากค่าธรรมเนียมการโอนเงินแต่ละครั้งซึ่ง ธปท. ดำเนินการอยู่แล้ว ยังควรรวมถึง ค่าธรรมเนียมแรกเข้า ค่าสมาชิกรายปี ตลอดจน กฎ กติกาต่างๆ ที่บริษัทฯ กำหนดขึ้นมาเพื่อป้องมิให้มีการใช้อำนาจในการผูกขาดในการเอื้อประโยชน์ให้ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทดังกล่าว ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยควรเป็นผู้อนุมัติ กฎ กติกา และอัตราค่าธรรมเนียม และค่าสมาชิกที่บริษัทกำหนดขึ้นเพื่อให้ความเป็นธรรมต่อสมาชิกทุกราย

 

ดังเช่นในกรณีของออสเตรเลียที่กำหนดให้ ก กติกา และค่าธรรมเนียมทั้งหมดต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าและการคุ้มครองผู้บริโภค (ACCC) ก่อนที่จะมีการบังคับใช้

กล่าวโดยสรุป ตลาดบริการโอนเงินระหว่างธนาคารมีโครงสร้างตลาดที่สามารถรองรับการแข่งขันได้ หากแต่ธรรมเนียมปฏิบัติในการกำหนดอัตราค่าบริการร่วมกันทำให้การแข่งขันด้านราคาในตลาดนี้มีจำกัดมากกว่าในตลาดอื่นๆ การยกเลิกการกำหนดอัตราเพดานของค่าธรรมเนียมบางส่วนจะช่วยกระตุ้นให้ตลาดนี้มีการแข่งขันมากขึ้น ซึ่งในระยะยาวแล้ว กลไกการแข่งขันในตลาดจะช่วยผ่อนปรนภาระของ ธปท. ในการกำกับดูแลด้านราคาได้.

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน