
ทีดีอาร์ไอหวังรัฐแก้กฎหมายต่างด้าว
ทีดีอาร์ไอหวังรัฐบาลใหม่กล้ารื้อกฎหมายต่างด้าว ดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าไทย-ขยายอัตราจ้างงาน
ทีดีอาร์ไอหวังรัฐบาลใหม่กล้ารื้อกฎหมายต่างด้าว ดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าไทย-ขยายอัตราจ้างงาน
นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ เปิดเผยว่า ต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่มีความกล้าหาญที่จะรื้อพ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยเป็นเพียงการกำหนดสัดส่วนการถือหุ้นจากต่างชาติเพียงขั้นต่ำ และ ยกเลิกการกำหนดเพดานการถือหุ้นขั้นสูงที่ 49% เหมือนปัจจุบัน
ทั้งนี้ เพราะต้องการให้เกิดการปฏิรูปภาคบริการของประเทศ โดยเฉพาะในสาขาสำคัญที่มีผลต่อการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจให้มีประสิทธิภาพทัดเทียมกับต่างประเทศ เนื่องจากในสาขาบริการเหล่านี้ยังต้องการเทคโนโลยีจากต่างประเทศและการแข่งขันที่สูง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการในประเทศ
“การห้ามต่างชาติประกอบธุรกิจบริการทุกประเภทแบบครอบจักรวาลที่เป็นอยู่ขณะนี้ไม่เป็นผลดีต่อคนและเศรษฐกิจของประเทศ ตรงกันข้ามกลับทำให้ล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ในการตักตวงประโยชน์จากการเปิดเสรีการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนในปี พ.ศ. 2558” นางเดือนเด่นกล่าว
ปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ห้ามต่างชาติเข้ามาลงทุนในทุกสาขาบริการ ขณะที่ประเทศอื่นจะมักจำกัดหุ้นส่วนต่างชาติในสาขาบริการหลักๆ เช่น การธนาคาร การขนส่ง การสื่อสาร นอกจากนี้ ยังเป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศจีน และเวียดนาม กำหนดสัดส่วนทุนต่างชาติในแบบขั้นต่ำ เพราะต้องการดึงดูดเงินตราจากต่างประเทศเพื่อสร้างรายได้และการจ้างงานในประเทศ
นางเดือนเด่น กล่าวว่า การเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยแบบเสรี นั้นไม่ได้ต้องการส่งเสริมให้ทุนขนาดใหญ่ที่มีอำนาจทางตลาดสูงเอาเปรียบเกษตรกร เพราะกฎหมายสามารถเปิดช่องให้มีหน่วยงานกำกับดูแลคอยทำหน้าที่ควบคุม หรือการร่างประกาศที่จะทำให้นิยามของคนต่างด้าวสำหรับธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับเข้มข้นขึ้นเพื่อป้องกันบริษัทต่างชาติเข้าครอบงำบริษัทไทย
นอกจากนี้ การเปิดเสรีในธุรกิจต่างๆ จะส่งผลดีมากขึ้น หากรัฐบาลให้ความสำคัญเรื่อง พ.ร.บ.การกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าอย่างจริงจัง ที่กำหนดให้หน่วยงานที่เป็นรัฐวิสาหกิจต้องเข้าสู่กระบวนการแข่งขันที่เป็นธรรมเช่นเดียวกับเอกชน และผู้บริโภคสามารถฟ้องหน่วยงานเหล่านี้ได้ แต่ปัจจุบัน กฎหมายนี้ไม่ได้รับการผลักดันอย่างเป็นทางการ แม้ว่าจะมีผลตั้งแต่ปี 2542 แล้ว ส่งผลให้รัฐวิสาหกิจมีอำนาจเหนือเอกชน
ทั้งนี้ ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนกรณีของต่างประเทศ คือ จงหวา เทเลคอม ประเทศไต้หวัน ที่ถูกสั่งให้ยกเลิกการอุดหนุนไขว้ จากการเก็บค่าบริการโทรศัพท์พื้นฐานในราคาสูงมาก เนื่องจากผูกขาดรายเดียว แล้วนำค่าบริการที่เก็บได้นั้นไปชดเชยกับราคาโทรศัพท์มือถือ ส่งผลให้สามารถทำราคาต่ำกว่าเอกชนได้ เช่นเดียวกับการไปรษณีย์ของสหรัฐอเมริกาที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้า โดยเปิดให้เอกชนสามารถแข่งขันให้บริการด้านพัสดุภัณฑ์ได้จากเดิมที่เคยผูกขาดเพียงรายเดียว







