
‘มหากิจศิริ’เลิกทำไทยน๊อคซ์‘
พอสโก’บิ๊กเกาหลีเทกโอเวอร์ถ้าทิ้งหุ้นหมด59%โกยหมื่นล.
พอสโก’บิ๊กเกาหลีเทกโอเวอร์ถ้าทิ้งหุ้นหมด59%โกยหมื่นล.
“มหากิจศิริ” ปิดดีลไทยน๊อคซ์ฯ ยกขายให้พอสโก เหล็กรายใหญ่เกาหลี ขอกุมหุ้นใหญ่ขั้นต่ำ 51%
นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ กรรมการ บริษัท ไทยน๊อคซ์ สเตนเลส (INOX) เปิดเผยว่า วันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มมหากิจศิริ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ INOX สัดส่วน 59.45% ได้ลงนามสัญญาซื้อขายหุ้น INOX กับบริษัท พอสโก (POSCO) ราคาหุ้นละ 2.20 บาท ประกอบด้วย นายประยุทธ นางสุวิมล น.ส.อุษณีย์ นายเฉลิมชัย และ น.ส.อุษณา มหากิจศิริ
อย่างไรก็ตาม หากกลุ่มนี้ขายหุ้นทั้งหมด 4,638.84 ล้านหุ้น จะได้รับเงินเป็นมูลค่าสูงถึง 10,197 ล้านบาท ซึ่งบริษัทยังไม่ได้รับข้อมูลหุ้นที่จะขายครั้งนี้เป็นจำนวนเท่าไร คาดไม่เกินวันที่ 21 ก.ค. จะรู้จำนวนที่เสนอขายทั้งหมด
“การดำเนินการทุกอย่างมีขั้นตอน สิ่งที่เราทำเพื่อให้ผู้ถือหุ้นได้รับประโยชน์มากที่สุด ซึ่งทางเรายังเป็นผู้ถือหุ้น INOX อยู่ และ POSCO จะเข้ามาเป็นพันธมิตร และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยกลุ่มมหากิจศิริจะแถลงข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง” นายเฉลิมชัย กล่าว
ปัจจุบัน POSCO เป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 2 ถือหุ้น INOX จำนวน 1,200 ล้านหุ้น คิดเป็น 15.39% และการเข้าซื้อหุ้นครั้งนี้เพื่อครอบงำกิจการโดยสมัครใจ แต่มีเงื่อนไขว่า POSCO ต้องได้หุ้นรวมทั้งหมดไม่น้อยกว่า 51% ของทุนจดทะเบียน 7,795.70 ล้านบาท หากสิ้นสุดระยะเวลารับซื้อได้หุ้นต่ำกว่านี้อาจยกเลิกการทำคำเสนอซื้อ (เทนเดอร์ออฟเฟอร์) ได้
บริษัท POSCO ชี้แจงว่า ใช้เงินกว่า 3.06 แสนล้านวอน หรือประมาณ 8,690 ล้านบาท ในการซื้อหุ้นครั้งนี้ และคาดทำคำเสนอซื้อหุ้นจากนักลงทุนทั่วไป (เทนเดอร์ออฟเฟอร์) จำนวน 6,596 ล้านหุ้น ในเดือน ก.ย.ต.ค.ปีนี้
สำหรับ POSCO เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศเกาหลี และเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้ และใหญ่สุดอันดับ 3 ของโลก
ผู้ประกอบการเหล็ก กล่าวว่า การเข้ามาของ POSCO มีผลดีต่อ INOX 2 ทาง คือ ทำให้ INOX มีวัตถุดิบในการผลิตต่อเนื่องจากพอสโก และสามารถระบายสินค้าออกไปยังตลาดของพอสโกได้กรณีที่ตลาดในประเทศปิด
“ที่ผ่านมา INOX ขาดความต่อเนื่องในการผลิตและวัตถุดิบ ทำให้ลูกค้าได้รับสินค้าไม่สม่ำเสมอ” แหล่งข่าวเปิดเผย
ด้านการซื้อขายหุ้น INOX ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากราคา 1.23 บาท และขึ้นแรงช่วงต้นสัปดาห์สูงสุด 1.95 บาท ก่อนที่บริษัทจะขอขึ้นเครื่องหมาย H เช้าวันที่ 7 ก.ค. และปลดการซื้อขายช่วงบ่ายวันเดียวกัน ราคากระโดดขึ้นสูงสุด 2.12 บาท ก่อนปิดตลาดที่ 2.08 บาท เพิ่มขึ้น 0.18 บาท หรือ 9.47% มูลค่าซื้อขายมากถึง 631 ล้านบาท m







