
ขึ้นค่าจ้าง-เงินเดือนขรก. ระเบิดลูกใหญ่เพื่อไทยจัดมา
คิดก่อนพูด ยังเป็นคำพังเพยที่ไม่เคยล้าสมัย เพราะหลังจากพูดออกไปแล้วคำพูดจะกลายเป็นนายของเราทันที
คิดก่อนพูด ยังเป็นคำพังเพยที่ไม่เคยล้าสมัย เพราะหลังจากพูดออกไปแล้วคำพูดจะกลายเป็นนายของเราทันที
ไม่เว้นแม้แต่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี ที่ได้ชูนโยบายประชานิยมหลายอย่างที่ถูกใจประชาชน จนชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย
จากนี้ไปการทวงถามสัญญาว่าจะให้เมื่อตอนเลือกตั้งจากประชาชนจะเริ่มขึ้น โดยว่าที่นายกฯ ได้ประกาศแล้วว่าจะทำอะไรก่อนหลัง สำหรับประกันรายได้ให้ปริญญาตรีจบใหม่มีเงินเดือนเริ่มต้นที่ 1.5 หมื่นบาท รวมถึงประกันรายได้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำของผู้ใช้แรงงานอยู่ที่ 300 บาทต่อวัน ภายในเวลา 90 วัน เป็นเรื่องที่ทำให้เอกชนแตกตื่นมากที่สุด
นนทิกร กาญจนะจิตรา เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กล่าวว่า นโยบายการขึ้นเงินเดือนและรายได้ขั้นต่ำหลายฝ่ายไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะภาคเอกชนที่เห็นว่าเป็นการเพิ่มต้นทุน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องหารือกัน แต่นโยบายดังกล่าวส่งผลต่อการขึ้นเงินเดือนราชการด้วย
นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมบัญชีกลางอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลข้าราชการทั่วประเทศกว่า 2 ล้านราย ที่มีอัตราเงินเดือนต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาทว่ามีจำนวนเท่าไร เบื้องต้นคาดว่าน่ามีจำนวนนับแสนราย ซึ่งขณะนี้เหลือข้อมูลจากสถานศึกษาและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ปัญหาคือข้าราชการระดับปริญญาตรี ได้รับเงินเดือน 8,000-9,000 บาท ขณะที่ข้าราชการปริญญาโท ได้รับเงินเดือน 1.3 หมื่นบาท หากขึ้นเงินเดือนให้ระดับปริญญาตรีเป็น 1.5 หมื่นบาท จะกระทบกับพวกปริญญาโท และข้าราชการทั้งระบบ
ด้าน สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ สคร. เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีพนักงานรัฐวิสาหกิจทั่วประเทศกว่า 2.94 แสนคน ในจำนวนนี้มีพนักงานรัฐวิสาหกิจที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท อยู่ประมาณ 6.4 หมื่นราย หากมีการปรับเงินเดือนใหม่ก็จะกระทบต่อการปรับเงินเดือนทั้งระบบเช่นกัน
ทั้งอธิบดีกรมบัญชีกลางและผู้อำนวยการ สคร. กล่าวเหมือนกันว่า นโยบายค่าจ้างนี้จะส่งผลกระทบต่อค่าจ้างทั้งระบบ ซึ่งจะต้องพิจารณาให้ดีว่าจะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพราะค่าจ้างแรงงานนั้นคิดเป็น 40-50% ของต้นทุนการผลิต
อย่างไรก็ดี ทางด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่าเรื่องนี้ทำไม่ได้ง่ายๆ เพราะรัฐบาลต้องหารือกับเอกชนให้ยอมรับก่อน เพราะรัฐบาลบังคับเอกชนไม่ได้
เมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธปท. กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท ครั้งเดียวพร้อมกันทั่วประเทศคงทำได้ยาก หากจะเป็นได้คงจะต้องใช้วิธีการทยอยขึ้นมากกว่า คาดว่าการปรับขึ้นจะเป็นการทยอยทำมากกว่า และตามขั้นตอนปกติของการปรับค่าจ้างขั้นต่ำจะต้องผ่านกระบวนการคณะกรรมการไตรภาคีที่ประกอบไปด้วย 3 ฝ่ายก่อน คือ ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายลูกจ้าง ฉะนั้นความกังวลที่ว่าค่าจ้างแรงงานขึ้นจะกระทบเงินเฟ้อรุนแรงคงไม่น่าห่วงมากนัก
“ถ้าขึ้นพร้อมกันทันทีทั่วประเทศวันละ 300 บาท ยอมรับว่าคงกระทบเงินเฟ้อมาก แต่ในทางปฏิบัติน่าจะทำได้ยาก จะเป็นการทยอยขึ้นตามนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชนเท่าที่ทำได้ ขึ้นอยู่กับกระบวนการเจรจากับทุกฝ่ายก่อน เพื่อให้ได้ข้อตกลงร่วมกัน ต้องติดตามดูกระบวนการนั้นต่อไป” เมธี กล่าว
สิ่งที่ ธปท.เป็นห่วงเรื่องการพูดถึงค่าจ้างขั้นต่ำล่วงหน้าก็คือ การมองไปในทางเดียวกันของทั้งตลาด จะทำให้เกิดเงินเฟ้อขึ้นสูงทันทีตามจิตวิทยาการตลาด ซึ่งราคาสินค้าอาจจะแพงกว่ารายได้ที่จะปรับขึ้นเสียอีก
ดังนั้น เรื่องนี้จะเกี่ยวพันไปถึงนโยบายดอกเบี้ย หากคาดว่าเงินเฟ้อจะสูง อัตราดอกเบี้ยในประเทศก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
เมธี กล่าวว่า เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องทางนโยบายการเงิน ซึ่ง ธปท.ก็มีเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่แล้ว มีคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการพิจารณา อย่างไรก็ตามเรื่องเร่งด่วนที่ ธปท.ต้องทำในขณะนี้ คือ การพยายามดูแลไม่ให้เงินเฟ้อสูงเกินควบคุมไม่ได้ รวมถึงให้อยู่ในระดับเหมาะสมกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ฉะนั้น สิ่งที่พรรคเพื่อไทยคิดว่าหากประกาศนโยบายนี้ออกไปคงจะใช้เงินไม่มาก เพราะมีข้าราชการเพียง 1 หมื่นกว่าคนที่เข้าใหม่ ส่วนรัฐวิสาหกิจก็ไม่มาก กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะไปกระทบต่อโครงสร้างเงินเดือนข้าราชการและรัฐวิสาหกิจทั้งระบบ
เมธี กล่าวว่า สิ่งที่ ธปท.อยากให้รัฐบาลใหม่ทำมากที่สุด คือ การเร่งลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ที่ปัจจุบันยังถือว่าเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาประเทศ และศักยภาพของการขยายตัวของเศรษฐกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน
อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลใหม่เป็นไปตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงการคลังที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ ส่วนรายละเอียดโครงการต่างๆ ต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลใหม่ ทั้งนี้กระทรวงการคลังได้เตรียมข้อมูลการเงินการคลังให้รัฐบาลใหม่พิจารณาแล้ว
อารีพงศ์ กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลใหม่มีหลายเรื่องที่ดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะโครงการลดค่าครองชีพ รวมถึงการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนก็ต้องเร่งผลักดัน จากข้อมูลพบว่าคนรวยกับคนจนมีรายได้ต่างกันถึง 12 เท่า
ด้าน นริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า นโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ ทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวได้ 4.5% ตามที่ สศค.ประมาณการไว้
ปัจจุบันปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจต่างประเทศเริ่มลดลง เพราะปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรปมีการตกลงแก้ไขได้ แต่ยังคงต้องจับตาเศรษฐกิจสหรัฐว่าจะมีแนวทางแก้ไขให้ดีขึ้นหรือไม่
นริศ กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ต้องเร่งพิจารณากรอบงบประมาณรายจ่ายปี 2555 ที่ต้องมีการเปลี่ยนรองรับนโยบายรัฐบาลใหม่ ส่วนจะปรับเพิ่มขาดดุลงบประมาณเท่าไร ขึ้นอยู่กับการจัดเก็บรายได้เท่าไร หรือการดูแลเงินเฟ้อระดับใดเหมาะสม ก็ต้องดูให้ประเทศแข่งขันได้
“ถ้าเงินเฟ้อสูงกว่าประเทศคู่แข่งธุรกิจไทยก็แข่งขันลำบาก หรือเงินเฟ้อสูงไปก็ทำให้กำลังซื้อในประเทศลดลงได้ ก็ต้องมาพูดคุยกัน” นริศ กล่าว
ก่อนหน้านี้ผลการสำรวจอัตราเงินเดือนในประเทศไทยประจำปี 2554 ของ โรเบิร์ต วอลเตอร์ส บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดหางานระดับมืออาชีพแห่งหนึ่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีสำนักงาน 43 สาขา ใน 20 ประเทศ ได้ระบุว่าอัตราการขึ้นเงินเดือนสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนงานใหม่มีแนวโน้มอยู่ระหว่าง 10-15%
สำหรับผู้ที่มีความถนัดเฉพาะทาง สามารถเจรจาขอเพิ่มอัตราเงินเดือนโดยรวมได้ถึง 20-25%
สายอาชีพด้านบัญชีและการเงินจะเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงาน ภาคอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) เทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) และเวชภัณฑ์มีแนวโน้มในการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากธุรกิจต่างๆ ในภาคอุตสาหกรรมเหล่านี้จะมีการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ความต้องการบุคลากรที่มีความสามารถในระดับจูเนียร์เพิ่มมากขึ้น







