
เล็งเพิ่มสัดส่วนต่างชาติซื้อคอนโดฯได้เกิน49%
ผู้แทนการค้าไทย เผยเตรียมเสนอ ขยายสัดส่วนต่างชาติซื้อคอนโดฯจากเดิม 49% เล็งขยายทั่วประเทศไม่จัดโซนนิ่ง คาดได้ข้อสรุปเร็วนี้ ก่อนเสนอครม.
ผู้แทนการค้าไทย เผยเตรียมเสนอ ขยายสัดส่วนต่างชาติซื้อคอนโดฯจากเดิม 49% เล็งขยายทั่วประเทศไม่จัดโซนนิ่ง คาดได้ข้อสรุปเร็วนี้ ก่อนเสนอครม.
นายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย สำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานสัมมนา อสังหาริมทรัพย์ดัชนีหลักชี้เศรษฐกิจปี 2553 ซึ่งจัดโดยสามสมาคมอสังหาริมทรัพย์ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาร่วมกับหอการค้าต่างประเทศและกรมที่ดิน ในการสัดส่วนการซื้ออาคารชุดของชาวต่างชาติจากเดิม 49% ของจำนวนห้องชุดเพื่อขาย เพื่อขยายฐานลูกค้าของโครงการอาคารชุดไปยังชาวต่างชาติเพิ่มมากขึ้น แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าจะเพิ่มสัดส่วนเป็นเท่าใด แต่ในเบื้องต้นจะขยายไปทุกพื้นที่ทั่วประเทศโดยจะไม่เพิ่มสัดส่วนเป็นโซน นิ่งอย่างแน่นอน ซึ่งภายหลังจากการศึกษาข้อมูลและพิจารณาร่วมกันแล้ว หลังจากนี้จะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อเข้าสู่กระบวนการแก้กฎหมายต่อไป
สำหรับประเด็นการขยายระยะเวลาเช่าอสังหาริมทรัพย์เพิ่มจากเดิม 30 ปีนั้นขณะนี้ยังไม่มีนโยบายแก้กฎหมายเพราะมีข้อยุ่งยาก นอกจากนี้ในทางปฏิบัติสามารถเซ็นสัญญาเช่ายาวเป็นร้อยปีได้ โดยสามารถไปจดทะเบียนต่ออายุสัญญาเช่าทุกๆ 30 ปี แต่ในความเป็นจริงผู้ซื้อมักกังวลว่าหากเจ้าของเปลี่ยนมือไป ผู้ที่มารับช่วงต่อจะไม่ยอมจดทะเบียนต่อสัญญาเช่าให้ ดังนั้นจึงเตรียมที่จะแก้ไขกฎระเบียบการจดทะเบียนสัญญาเช่า เช่นให้สามารถจดต่ออายุสัญญาเช่ารอบ 2 ล่วงหน้า เพื่อที่จะได้ไม่ต้องแก้กฎหมาย แต่อย่างไรก็ดีในอนาคตจะต้องหาแนวทางแก้ไขอย่างถาวรต่อไป
นาย เกียรติ กล่าวต่อว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจที่สำคัญมากเพราะธุรกิจอสังหาฯเกี่ยวพันกับ อุตสาหกรรมอื่นๆ ต่อเนื่องอีกมาก มีการเก็บมูลค่าตลาดรวมซึ่งมีมูลค่าสูงถึงปีละ 9 แสนล้านต่อปี หรือเกือบร้อยละ 10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) มีการจ้างงาน 3-4 ล้านคน แต่ภายหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกทำให้เศรษฐกิจของทุกประเทศชะลอตัว รัฐบาลแต่ละประเทศได้มีการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าในระบบเศรษฐกิจซึ่งรัฐบาลทุก ประเทศทำหมด ซึ่งประเทศจีนทำได้ดีที่สุดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สำหรับประเทศไทยจากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2553 ทำให้รัฐบาลคาดว่าเศรษฐกิจประเทศไทยจะโต 3.5-4.5% แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงด้านการเมืองอยู่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจได้
ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ เข้าไปลงทุนในต่างประเทศ โดยจากการที่พูดคุยกับหอการค้าสวีเดนต้องการบ้านจำนวน 5 หมื่น ยูนิต รวมถึงอุตสาหกรรมไทยอื่นๆ เข้าไปแข่งขันกันในตลาดต่างประเทศซึ่งรัฐบาลกำลังจะมีมาตรการ 2-3 ตัวมากระตุ้น นอกจากนั้นกำลังจะมีการจัดระเบียบกฎระเบียบบริษัทในภูมิภาคซึ่งกำลังจะ ประกาศในเร็วๆนี้จะกระตุ้นให้บริษัทในภูมิภาคย้ายฐานมายังประเทศไทย
“ปัจจุบันภาคการก่อสร้างของเอเชียมีมูลค่าสูงถึง 70 ล้านล้านบาท ในขณะที่ภาคการก่อสร้างไทยไปลงทุนในต่างประเทศมีมูลค่าเพียง 7 หมื่นล้านบาทไม่ถึง 1% เพราะติดปัญหาแหล่งเงินกู้ และขีดความสามารถ แต่ยังมีโอกาสที่ไทยจะออกไปลงทุนในต่างประเทศได้จากการสนับสนุนของภาครัฐ” นายเกียรติ กล่าว
นายเกียรติ กล่าวต่อว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการเข้าไปลงทุนพัฒนาอสังหาฯในต่างประเทศ โดยปีก่อนได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่ารัฐจะช่วยผลักดันและได้ไปดึงธนาคาร กรุงไทย, เอสเอ็มอี, เอ็กซ์ซิมแบงก์มาช่วยปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการที่ต้องการไปลงทุนยัง ต่างประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาการไปลงทุนของเอกชนในตางประเทศ อีกทั้งได้มีการกำหนดเป้าหมายกับ 3 สมาคมอสังหาฯและสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย เช่น ในประเทศบาเรนห์ ต้องการให้ผู้ประกอบการไทยไปสร้างบ้านจำนวน 4.5 หมื่นยูนิตในราคาหลังละ 5 ล้านบาท และยังมีความต้องการให้ผู้รับเหมาไทยสร้างบูทิคโฮเท็ลให้อีก 2 โครงการ โดยเร็วๆนี้รัฐบาลเตรียมนำผู้ประกอบการที่สนใจเดินทางไปดูกงานที่บาเรนห์
นอกจากนี้ประเทศลิเบียยังมีความต้องการบ้านจำนวน 1 แสนยูนิต ซึ่งกลุ่มก่อสร้างได้งานแล้ว แต่ติดปัญหาแบงก์การันตี สำหรับอินเดียไทยเราไปลงทุนอสังหาฯแล้วเกือบ 1 แสนล้านบาท อาทิ สร้างสนามบินใหญ่ครึ่งหนี่งของสุวรรณภูมิ ส่วนรัฐบาลไนจีเรียต้องการให้ที่ดินให้ไทยไปพัฒนาบ้านสำหรับต่างชาติ และที่การ์ต้าได้ไปแล้ว และเวียดนามมีบริษัทพฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ไปแล้ว โดยเวียดนามต้องการให้เราเข้าไปพัฒนาที่ดินขนาด 5,000-10,000 ไร่
ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าโอกาสในการไปต่างประเทศมีความเป็นไปได้ ซึ่งรัฐบาลต้องการส่งเสริมและให้ผู้ประกอบการมองตลาดอสังหาฯในต่างประเทศ และจากนี้ไปจะมีการร่วมกันระหว่างรัฐบาลเอกชนในการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน และอสังหาฯว่าจะไปในทิศทางใด หากรัฐบาลในประเทศอื่นมีการช่วยภาคเอกชนอย่างไร ประเทศไทยจะต้องช่วยไม่น้อยกว่าซึ่งโมเดลในการทำธุรกิจอสังหาฯจะต้องคิดทาง เลือกอื่นๆ ด้วย เช่น การร่วมทุนกับต่างชาติ แต่ติดปัญหาที่ต่างชาติต้องการหาพาร์ทเนอร์ที่ดีซึ่งระบบบริหารเราต้องโปร่ง ใส และมีกติกาซึ่งจำเป็นอย่างยิ่ง และเราส่งเสริมให้ต่างชาติร่วมทุนกับไทยเพื่อไปลงทุนในอาเชียน ถ้าผู้ประกอบการไทยพร้อมก็มีความเป็นไปได้และจะยกระดับอุตสาหกรรมอสังหาฯไทย ” นายเกียรติกล่าว
นายกิตติ พัฒนพงศ์พิบูลย์ ประธานสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัยไทย กล่าวว่า การไปลงทุนในต่างประเทศควรมีการศึกษาข้อกฎหมายต่างๆ ก่อน รวมทั้งค่าเงิน ปัญหาการเมืองด้วย เช่นในเวียดนามที่ยังมีการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ หากมีปัญหาเรื่องการชำระค่าผ่อนบ้านแบงก์เวียดนามยังไม่สามารถยอมรับการ ดำเนินการยึดบ้านของประชาชนได้ และประเทศรัฐเซียต้องใช้เงินดาวน์บ้านถึง 50% ซึ่งธนาคารพาณิชย์ไทยต้องคำนึงถึงความเสี่ยงเช่นกัน สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เชื่อว่ายังไม่ปรับขึ้นเพราะยังไม่มีปัญหาเรื่องเงินเฟ้อที่ร้อนแรง หากปรับขึ้นก็จะไม่สูงเพียงครั้งละไม่เกิน 0.25 โดยอุตสาหกรรมอสังหาฯเป็นอุตสาหกรรมที่โชคดีที่อัตราดอกเบี้ยต่ำสุดในโลก
ด้านนายปรเมธี วิมลศิริ รองเลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กล่าวว่า ปี 52 ในไตรมาส 4 ยังเทียบกับปีที่ 51 ยังต่ำกว่า ไตรมาส 3 การบริโภคซีเมนต์ มีการขยายตัวดีขึ้น10% ปัจจัยหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมมากในไตรมาสที่สี่ คือ การปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจโลก การส่งออกในไตรมาสที่สี่ มูลค่าเงินดอลล่าร์ ขยายตัว 12% ตลาดส่งออกที่สำคัญ คือ จีนและอาซี่ยนแสดงถึงกำลังของเศรษฐกิจโลกที่ สินค้าอุตสาหกรรมส่งออก เริ่มกลับมาขยายตัว โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า
สำหรับ เศรษฐกิจไทย คาดว่าจะกลับมาขยายตัว 3-4% โดยมีปัจจัยสนับสนุนนอกจากเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้นแล้ว ยังมีส่วนของการใช้จ่ายภาครัฐ ที่มีการลงทุนภาครัฐที่ต้องการกระตุ้นและสร้างโอกาสให้กับภาคเอกชน เช่น รถไฟฟ้า อสังหาฯ จะได้ประโยชน์ ในส่วนการลงทุนของไทยเข้มแข็ง ไตรมาส 4 ยังมีการลงทุนไม่มากแต่ในปีนี้คาดว่าจะมีการลงทุน 2.8 ล้านบาทซึ่งจะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ได้







