
สถาบันสิ่งทอคาดส่งออกปีนี้เริ่มฟื้น
สถาบันสิ่งทอฯคาดส่งออกปีนี้เริ่มฟื้นขยายตัวเป็นบวกแตะ 2.2 แสนล้านบาท หลังปีที่ผ่านมาติดลบ 10.4% จับตาสินค้าดาวรุ่งสินค้าตกแต่งบ้านประเภทผ้า
สถาบันสิ่งทอฯคาดส่งออกปีนี้เริ่มฟื้นขยายตัวเป็นบวกแตะ 2.2 แสนล้านบาท หลังปีที่ผ่านมาติดลบ 10.4% จับตาสินค้าดาวรุ่งสินค้าตกแต่งบ้านประเภทผ้า
นายวิรัตน์ ตันเดชานุรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ เปิดผยถึง สถานการณ์อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยในปี 2553 จะปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาเนื่องจากเริ่มมีออเดอร์สินค้าตั้งแต่เดือนพ.ย. 2552 ซึ่งคาดว่าปีนี้แนวโน้มการส่งออกสิ่งทอจะเริ่มกลับมาเป็นบวกในช่วงกลางปี มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 6,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2.2 แสนล้านบาท หลังจากปี 2552 ต้องประสบกับภาวะการส่งออกที่ติดลบถึง 10.4 %
นอกจากนี้สินค้าที่เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นคือกลุ่มสินค้าของใช้ในบ้าน เช่น ผ้าปูที่นอน ผ้านวม ผ้าม่าน ฯ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น และตะวันออกกลาง ซึ่งภาพรวมแม้การส่งออกสิ่งทอจะติดลบ แต่สินค้าในกลุ่มดังกล่าวกลับขยายตัวถึง 20-35% เนื่องจากไลฟ์สไตล์ในการชีวิตของต่างชาติเริ่มเปลี่ยนไป นิยมการอยู่บ้าน ให้ความสำคัญกับการตกแต่งบ้านมากขึ้น
อย่างไรก็ตามผลจากกรอบข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ อาเซียนบวก3 ส่งผลให้ไทยจะมีความได้เปรียบในการอุตสาหกรรมสิ่งทอ เพราะไทยเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบประเภทเส้นด้าย ทำให้ผู้ผลิตสิ่งทออย่างญี่ปุ่นที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในแถบประเทศเพื่อนบ้าน เวียดนาม ลาว ฯ จะหันมานำเข้าวัตถุดิบในการผลิตสิ่งทอ เพื่ออาศัยกรอบข้อตกลงทางการค้าที่ได้ภาษีเป็นศูนย์ในการส่งออกไปยังตลาดอื่นๆได้
“ปีนี้แนวโน้มสิ่งทอน่าจะดีขึ้นไม่เกินกลางปีการขยายตัวส่งออกน่าจะเป็นบวกได้ เพราะเริ่มมีออเดอร์เข้ามาต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยจะต้องเร่งปรับตัวมากขึ้น คือ การพัฒนาศักยภาพการผลิตสินค้าในกลุ่มสิ่งทอให้มีคุณภาพ โดยเฉพาะการผลิตเส้นด้ายและผ้า ที่มีความแตกต่าง โดยสาเหตุที่ตลาดสิ่งทอฟื้นตัวได้เร็วเพราะมีผู้ผลิตจำกัด และต้องอาศัยกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ ซึ่งไทยได้เปรียบในจุดนี้ ไม่เหมือนกับกลุ่มเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่มีผู้ผลิตจำนวนมากแต่ไม่มีความหลากหลาย”นายวิรัตน์ กล่าว
ด้านนางพรรณี จารุสมบัติ เลขานุการรมว.อุตสาหกรรม กล่าวภายหลังงานเปิดงานสัมมนา “อุตสาหกรรมก้าวใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” ถึง โครงการ พัฒนาอุปกรณ์ต้นแบบตรวจวัดค่าซีโอดีระบบออนไลน์สำหรับอุตสาหกรรม ฟอกย้อม พิมพ์ ตกแต่งสำเร็จ และอุตสาหกรรมอาหาร” ว่า ขณะนี้ทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สามารถพัฒนาผลิตเครื่องตรวจวัดค่าซีโอดี ได้แล้วเพื่อรองรับกับประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรมที่กำหนดให้โรงงานอุตสาหกรรมทุกแห่งจะต้องติดตั้งเครื่องมือหรืออุปกรณ์พิเศษในการตรรวจวัดค่าน้ำแบบอัตโนมัติ ซึ่งเครื่องดังกล่าวที่ผลิตได้มีราคาเพียงเครื่องละ 5 แสนบาท ถูกกว่าอุปกรณ์ที่นำเข้ามีราคาอยู่ที่ 8 แสน – 1.2 ล้านบาท สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กได้ โดยเบื้องต้นจะผลิตออกมาจำนวน 277 เครื่อง ให้กับโรงงานอุตสาหกรรมที่มีปริมาณน้ำทิ้งตั้งแต่ 500-3,000 ลูกบาศก์เมตร







