posttoday
Yield Curve ขยับตัวขึ้นตลอดทั้งเส้น-กังวลเงินเฟ้อ

Yield Curve ขยับตัวขึ้นตลอดทั้งเส้น-กังวลเงินเฟ้อ

28 มิถุนายน 2554

ภาวะตลาดตราสารหนี้ (20–24 มิ.ย. 2554) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 324,655 ล้านบาท

ภาวะตลาดตราสารหนี้ (20–24 มิ.ย. 2554) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 324,655 ล้านบาท

โดย..สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย 

หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 64,931 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้านี้เล็กน้อยประมาณ 2% ทั้งนี้เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่า กว่า 83% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 269,814 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ในขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 51,763 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 1,499 ล้านบาท หรือคิดเป็น 16% และ 0.5% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ

สำหรับพันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB15DA (อายุ 4.5 ปี) LB17OA (อายุ 6.3 ปี) และ LB155A (อายุ 3.9 ปี) มีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 17,466 ล้านบาท 8,851 ล้านบาท และ 8,444 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น CB11711A (อายุ 14 วัน) CB11712A (อายุ 14 วัน) และ CB11721C (อายุ 30 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 95,558 ล้านบาท 33,478 ล้านบาท และ 27,080 ล้านบาท ตามลำดับ

ทางด้านหุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรกนั้น ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (CPN126A (A+)) มูลค่าการซื้อขาย 342 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท โกลว์ พลังงาน (GLOW17OA (A)) มูลค่าการซื้อขาย 163 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส (AYCAL12OA (A+)) มูลค่าการซื้อขาย 121 ล้านบาท ตามลำดับ

เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตลอดทั้งเส้น โดยเฉพาะกับตราสารที่มีอายุคงเหลือในช่วงระหว่าง 1–15 10 ปี อัตราผลตอบแทนปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยแล้วประมาณ 15 Basis Point (100 Basis Point มีค่าเท่ากับ 1%) ในขณะที่ผลตอบแทนของตราสารในช่วงอายุคงเหลืออื่นๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยประมาณ 5 Basis Point ทั้งนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดตราสารหนี้ไทยยังคงไร้ซึ่งข่าวคราวใหม่ๆ ที่จะเข้ามากระตุ้นตลาด ยังคงมีเพียงข่าวของการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศกรีซ โดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำระดับโลกหลายแห่งในช่วงที่ผ่านมา ที่ยังคงเป็นเป็นปัจจัยลบและมีผลกดดันต่อจิตวิทยาการลงทุนของผู้ร่วมตลาดอยู่ต่อไป นอกจากนี้แล้ว ความวิตกกังวลต่อสถานการณ์เงินเฟ้อภายในประเทศไทยก็เริ่มมีสูงมากขึ้น เนื่องจากดัชนีราคาผู้บริโภคสำหรับ 2 เดือนล่าสุดที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าทิศทางเงินเฟ้อของไทยต่อจากนี้ไปน่าจะเริ่มมีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และน่าจะมีโอกาสทำให้อัตราดอกเบี้ยภายในประเทศปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นไปจากระดับที่เป็นอยู่ได้อีก (ปัจจุบัน R/P 1 Day อยู่ที่ระดับ 3% ต่อปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้ว 1% นับตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา) และด้วยความกังวลต่างๆ เหล่านี้ จึงมีผลทำให้นักลงทุนทำการขายตราสารหนี้ออกมา จนกดดันให้เส้นอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตลอดทั้งเส้นตามไปด้วย

ทางด้านนักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ขายต่อเนื่องติดต่อกันมาหลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้ โดยสัปดาห์นี้นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิกว่า 17,605 ล้านบาท ทั้งนี้มูลค่าการซื้อขายส่วนใหญ่ของนักลงทุนกลุ่มนี้ ยังคงเน้นไปในตราสารระยะสั้น (มีอายุคงเหลือน้อยกว่า 1 ปี) เป็นหลัก และสำหรับนักลงทุนรายย่อย ที่ถึงแม้จะมีสัดส่วนของการซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดค่อนข้างน้อย แต่ในสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงมียอดซื้อสุทธิอย่างต่อเนื่องอีกประมาณ 913 ล้านบาท

 

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน