
เตาอบยางแผ่นประหยัดพลังงานเทคนิคลดต้นทุนเสริมแกร่งธุรกิจไทย
ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางพารารายใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก โดยในปี 2553
ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางพารารายใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก โดยในปี 2553
โดย..สำนักงานอุตสาหกรรมกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝรั่งอ่าวไทย
ที่ผ่านมา ผลิตยางพาราได้ถึง 3.25 ล้านตัน และส่งออก 2.87 ล้านตัน มีมูลค่าการส่งออกรวมทั้งสิ้นถึงกว่า 14,329 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 4 แสนล้านบาท
ผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบแปรรูปขั้นต้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ยางแผ่นรมควันมีสัดส่วนสูงถึง 85% ของผลิตภัณฑ์ยางที่ส่งออกทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าถึง 7,896 ล้านเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการผลิตยางแผ่นรมควันกำลังประสบปัญหาด้านต้นทุนการผลิตและคุณภาพของยางแผ่นรมควันที่ได้ คือ “เตาอบยางแผ่นรมควัน” ที่ใช้กันอยู่นั้นมีอายุเกือบ 20 ปี (ตั้งแต่ปี 25362537) เป็นเตาอิฐ ทำให้การใช้งานเริ่มหมดสภาพ และใช้ไม้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง โดยเฉพาะไม้ยางพาราที่ขณะนี้มีราคาสูงขึ้น ผันผวนตามความต้องการของตลาด ทำให้ต้นทุนการผลิตยางแผ่นรมควันของกลุ่มสหกรณ์กองทุนสวนยาง หรือ สกย. สูงขึ้นตามไปด้วย
ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ปัจจุบันไทยสามารถผลิตยางได้ปีละกว่า 3 ล้านตัน มีพื้นที่ปลูกยางพาราทั่วประเทศถึงกว่า 16.9 ล้านไร่ โดยเฉพาะในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี พัทลุง และนครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่มีศักยภาพในการปลูกยางพารามากที่สุดในประเทศถึง 4.3 ล้านไร่ คิดเป็น 1 ใน 4 ของประเทศ ประกอบกับราคาน้ำยางพาราที่สูงขึ้น และความต้องการยางแผ่นรมควันในต่างประเทศมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เตาอบยางแผ่นรมควันที่ส่วนใหญ่ใช้กันอยู่เริ่มหมดสภาพ ราคาไม้ฟืนก็แพงขึ้น อาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและคุณภาพของยางที่ได้
กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานอุตสาหกรรมกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ได้ร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (iTAP) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เดินหน้าต่อยอด “โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีเตาอบยางแผ่นรมควันแบบประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม” ให้แก่กลุ่มสมาชิก สกย.ในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยอย่างต่อเนื่อง
โครงการนี้ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2551 ล่าสุดมี สกย.เข้าร่วมโครงการแล้วทั้งสิ้น 13 แห่ง สำเร็จแล้ว 1 แห่ง ที่เหลืออยู่ระหว่างการดำเนินโครงการ 12 แห่ง ถือเป็นโครงการที่คุ้มค่าต่อการลงทุนและมีประโยชน์อย่างมาก เพราะนอกจากจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้กับอุตสาหกรรมแปรรูปน้ำยางพาราแล้ว ยังได้ยางแผ่นรมควันที่มีคุณภาพดีขึ้น สามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยางและประชาชนได้มากขึ้น
“แม้ปัจจุบันไทยจะเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางรายใหญ่ของโลก แต่แนวโน้มเวียดนามอาจเข้ามาเป็นคู่แข่งสำคัญ รองจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย เพราะนอกจากค่าจ้างงานที่ถูกกว่าไทย ยังเป็นที่น่าสังเกตว่าในปี 2552 เวียดนามผลิตยางได้ 7.2 แสนตัน แต่มีตัวเลขส่งออกถึง 6.4 แสนตัน ที่ต้องระวังอีกข้อคือ ความผันผวนของราคายางที่ผู้ซื้อในต่างประเทศเป็นผู้กำหนด ทำให้ไทยต้องเร่งแก้ไขข้อบกพร่องของตัวเอง เช่น หันมาใช้เตาอบยางแผ่นรมควันแบบประหยัดพลังงาน รักษาสิ่งแวดล้อม เชื่อว่าจะช่วยลดต้นทุน สามารถแข่งขันได้ดีขึ้นในตลาดต่างประเทศ”
ในปีงบประมาณ 2553–2555 กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณ 11.3 ล้านบาท โดยสำนักงานอุตสาหกรรมกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย เพื่อใช้ดำเนินโครงการเพิ่มศักยภาพแปรรูปน้ำยางพาราแบบลดต้นทุนและรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนการขยายผล “สร้างเตาอบยางแผ่นรมควันแบบประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม” จำนวน 32 เตา ภายในระยะเวลา 3 ปี
ต้นทุนการพัฒนาเตาอบมีมูลค่าเตาละ 5 แสนบาท สกย.ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานอุตสาหกรรมกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยในการดำเนินการจัดทำเตาละ 3 แสนบาท อีก 2 แสนบาท โครงการ iTAP สนับสนุน 70% เป็นค่าที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญ ส่วนที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายที่ สกย.จะเป็นผู้ออกเพิ่มเติม
สมชาย ฉัตรรัตนา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ผลสำเร็จในการสร้างและทดลองใช้เตาต้นแบบที่ สกย.บ้านหนองแดงสามัคคี เมื่อกลางปี 2552 สามารถประหยัดพลังงานและเวลาได้จริง โดยลดการใช้ไม้ฟืนลงได้มากกว่า 40% ลดระยะเวลาอบยางสั้นลงจาก 4 วัน เหลือ 3 วัน
ปริมาณยางเสียลดลงและมีการนำความร้อนกลับมาใช้ใหม่ โดยเฉพาะควันที่เกิดจากการเผาไหม้ ยังดึงกลับเข้าไปใช้รมควันยางได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ลดปริมาณควันออกสู่ชั้นบรรยากาศ ที่สำคัญยังทำให้ต้นทุนโดยรวมในการรมยางลดลงมากกว่า 30%







