
KKซื้อบลจ.นครหลวง234ล.
รอจ่ายเงินหลังทางการไฟเขียว‘ศุภกร’เร่งดันผลงานกองทุน
รอจ่ายเงินหลังทางการไฟเขียว‘ศุภกร’เร่งดันผลงานกองทุน
“แบงก์เกียรตินาคิน” เซ็นซื้อหุ้น บลจ.นครหลวงไทย 60% “ศุภกร” ตั้งเป้าสร้างผลงานกองทุนขึ้นอันดับต้นๆ ภายใน 3 เดือน
นายธวัชไชย สุทธิกิจพิศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคิน (KK) เปิดเผยว่า คณะกรรมการมีมติอนุมัติให้ธนาคารลงนามในสัญญาซื้อหุ้นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) นครหลวงไทยจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) สัดส่วน 60% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด คิดเป็นมูลค่า 234 ล้านบาท
ทั้งนี้ ธนาคารได้เซ็นสัญญากับ กบข. เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2554 โดยหลังจากลงนามสัญญาแล้ว คู่สัญญายังมีหน้าที่ต้องดำเนินการตามเงื่อนไขบังคับก่อนที่กำหนดไว้ในสัญญาให้ครบถ้วนก่อนรับโอนหุ้น บลจ.นครหลวงไทยและชำระราคาให้ผู้ขาย รวมทั้งต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแล บลจ.นครหลวงไทย และธนาคาร
ด้านนายศุภกร สุนทรกิจ กรรมการผู้จัดการ บลจ.นครหลวงไทย เปิดเผยว่า เป้าหมายอยากสร้าง บลจ.นครหลวงไทย ให้เป็น บลจ.ที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน ออกกองทุนนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้เป็นที่รู้จักของนักลงทุน เนื่องจากปัจจุบัน บลจ.มี 21 แห่ง จึงไม่สามารถแข่งขันกับ บลจ.ขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายธนาคารพาณิชย์สนับสนุนได้
“เราวางตัวเองเป็น บลจ.บูธีค เน้นจุดขายเฉพาะด้าน คงไม่เน้นการเติบโตของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (เอยูเอ็ม) เป็นเป้าหมายหลัก แต่จะมุ่งให้บริการและสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ลงทุนเป็นสิ่งแรก โดยเฉพาะสร้างผลงานของกองทุนให้อยู่ในระดับต้นๆ เป็นที่พอใจของผู้ลงทุน” นายศุภกร กล่าว
อย่างไรก็ตาม ภายใน 3 เดือนนี้มีเป้าหมายที่จะสร้างผลตอบแทนของกองทุนให้ลูกค้าเห็นเป็นอันดับแรก โดยตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา ได้ปรับพอร์ตการลงทุนไปบ้างแล้วในส่วนของกองทุนหุ้น ขณะที่กองทุนที่ลงทุนในเฮลท์แคร์ก็มีผลการดำเนินงานที่ดีและจะปรับพอร์ตเชิงรุกมากขึ้น
ปัจจุบัน บลจ.นครหลวงไทย มีสินทรัพย์ประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ประมาณกว่า 1 หมื่นล้านบาท และกองทุนรวมประมาณ 8,000 ล้านบาท โดยจะออกกองทุนที่หลากหลายและมีความถนัดเฉพาะ เช่น กองทุนทาร์เก็ต ฟันด์ กองทุนอนุพันธ์ รวมถึงกองทุนที่เป็นทางเลือกให้นักลงทุน เช่น กองทุนน้ำมัน ตลาดหุ้นเกิดใหม่ โดยคาดว่า 1 เดือนจากนี้น่าจะออกได้และเมื่อเป็นที่รู้จักของนักลงทุนก็หวังว่าภายใน 3 ปีสินทรัพย์จะเพิ่มขึ้นไปอยู่ในระดับ 35 หมื่นล้านบาทได้







