
ผัก ผลไม้ ไทย กระอัก อีโคไล ทุบตลาดส่งออก
ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้ออีโคไลในสหภาพยุโรป (อียู)
ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้ออีโคไลในสหภาพยุโรป (อียู)
ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยในอาหารอย่างเข้มงวด สร้างความตื่นตัวในวงการผู้ส่งออกผักและผลไม้ค่อนข้างมาก เนื่องจากกังวลกันมากว่าอียูจะยิ่งออกมาตรการที่เข้มงวดในการตรวจสอบความปลอดภัยด้านอาหารที่นำเข้าไปบริโภคภายในประเทศมากขึ้น เพราะหวั่นเกรงภัยที่เกิดจากอาหารนำเข้า ผู้ประกอบการไทยจึงโดนปัญหาซ้ำสอง จากเดิมที่ถูกอียูเฝ้าระวังการนำเข้าผักจากไทย 16 ชนิดอยู่แล้ว ยังต้องมาเจอกับความเข้มงวดที่เพิ่มเติมขึ้นมาอีก
ชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ ประธานกรรมการบริษัท กำแพงแสง คอมเมอร์เชียล ผู้ผลิตและส่งออกผัก ผลไม้ ปลอดสารพิษ กล่าวว่า ปัญหาเชื้ออีโคไลแพร่ระบาดในยุโรปครั้งนี้จะทำให้ยุโรปออกมาตรการความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าผักและผลไม้ที่ส่งเข้าไปจำหน่ายในยุโรปมากขึ้น รวมถึงการนำเข้าอาหารประเภทต่างๆ ด้วย เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นในครั้งนี้มีคนเสียชีวิตมาก และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศที่มีระบบความปลอดภัยด้านอาหารสูงสุด
ดังนั้น การส่งออกสินค้าประเภทผักและผลไม้ของไทยไปยังอียู ผู้ประกอบการไทยคงต้องเตรียมตัวรองรับความเข้มงวดในการตรวจสอบที่เกิดขึ้น และต้องพร้อมแสดงความชัดเจนว่าสินค้ามีความปลอดภัย ไร้สารปนเปื้อน
ที่สำคัญอย่าคาดหวังว่าไทยจะได้ประโยชน์จากปัญหาในครั้งนี้ในการที่จะสามารถส่งออกผัก ผลไม้ ไปอียูได้มากขึ้น เนื่องจากไทยถูกขึ้นบัญชีการส่งออกผักแล้วในเรื่องส่งออกผักที่ปนเปื้อนไปยุโรป ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในสินค้าของไทยมีน้อยลง และจะยิ่งถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นมากขึ้นอีกด้วย
“ขณะนี้ผู้ส่งออกคงต้องจับตาดูว่ามาตรการด้านความปลอดภัยต่างๆ ของยุโรปที่เตรียมจะออกมาใหม่จะเป็นอย่างไร ตอนนี้ยุโรปคงอยู่ระหว่างหาสาเหตุ และหาแนวทางป้องกันอยู่ ผู้ประกอบการไทยจึงต้องเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นด้วย”
นอกจากนี้ ผู้บริโภคในยุโรปส่วนใหญ่หยุดบริโภคผักสดแล้ว น่าจะส่งผลกระทบต่อการค้าขายผักสดภายในยุโรปอย่างมาก โดยกระทบต่อเกษตรกรภายในประเทศมากกว่า เพราะการบริโภคผักในยุโรปเป็นตลาดใหญ่ มีผู้บริโภคกว่า 500 ล้านคน มูลค่าการค้ากว่า 1 แสนล้านยูโรต่อปี รวมไปถึงร้านอาหารไทยที่อยู่ในยุโรปอาจจะได้รับผลกระทบบางส่วน แต่คงไม่มากนัก เพราะอาหารไทยจะใช้ผักปรุงสุก ส่วนร้านอาหารเวียดนามอาจจะได้รับผลกระทบมาก เพราะใช้ผักสดเป็นเครื่องเคียง
ขณะที่การนำเข้าผัก ผลไม้ จากยุโรปของไทยมีปริมาณน้อยมาก เพราะการบริโภคส่วนใหญ่ใช้สินค้าภายในประเทศมากกว่า ส่วนที่นำเข้าจะนำเข้าจากประเทศจีน จึงไม่น่าเป็นห่วงมาก แต่ไทยก็ควรจะมีมาตรการการตรวจสอบเรื่องความปลอดภัยด้านการนำเข้าอาหารอย่างเข้มงวดด้วย จากสินค้าทุกประเทศ ไม่ใช่เน้นเฉพาะสินค้าจากอียู เนื่องจากปัจจุบันมีการตรวจเข้มสินค้าส่งออกมากกว่าสินค้านำเข้า เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคในประเทศ
ด้านวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า จากปัญหาดังกล่าวจะยิ่งทำให้อียูเข้มงวดในการตรวจสอบหนักกว่าเดิม ซึ่งสร้างความลำบากให้ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการส่งสินค้าเข้าอียูมากขึ้น และจะส่งผลให้ต้นทุนในการตรวจสอบของผู้ประกอบการ รวมถึงการควบคุมกระบวนการผลิตให้มีมาตรฐานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
“หลังจากนี้ผู้ประกอบการต้องระวังตัวมากขึ้น เพราะอียูจะยิ่งเฝ้าระวังสินค้าจากไทย จากเดิมที่เคยตรวจพบสารปนเปื้อนในผักที่ส่งจากไทยไปอียู ผู้ประกอบการรายเล็กที่จะส่งสินค้าเข้าอียูจะลำบาก เพราะระบบการผลิตยังไม่ดีพอ เหลือแต่ผู้ส่งออกรายใหญ่และรายกลาง ที่มีการควบคุมการผลิตที่ดี มีสัญญาซื้อขายกับเกษตรกรที่มีมาตรฐานการผลิตเท่านั้นถึงจะส่งออกสินค้าไปอียูได้”
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัญหาการแพร่ระบาดในอียูเริ่มที่จะควบคุมได้แล้ว ปริมาณคนติดเชื้อไม่เพิ่มมากขึ้น ถือว่าสามารถจัดการปัญหาได้อย่างรวดเร็ว เชื่อว่าหลังจากนี้จะได้เห็นมาตรการใหม่ๆ ในการตรวจสอบความปลอดภัยด้านอาหารที่เพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างแน่นอน เพื่อสร้างความปลอดภัยให้ผู้บริโภค
พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล ประธานคณะกรรมการธุรกิจเกษตรและอาหาร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไทยไม่ควรจะหวาดกลัวเรื่องการเข้มงวดในการตรวจสอบมาตรฐานของอียู เพราะปัจจุบันผักไทยส่งออกไปอียูไม่ได้อยู่แล้ว เนื่องจากถูกขึ้นบัญชีจากทางอียู หลังตรวจพบการปนเปื้อน ดังนั้นปัญหาดังกล่าวจึงจะไม่ทำให้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิม เพราะแย่อยู่แล้ว
“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะเร่งแก้ปัญหาเดิมให้จบก่อนแล้วค่อยมากังวลถึงปัญหาใหม่ว่าอียูจะเข้มงวดมากขึ้น เพราะแม้ว่าอียูจะออกมาตรการใหม่ๆ ออกมา ไทยก็ยังไม่สามารถส่งออกผักชนิดต่างๆ เข้าไปยังอียูได้อยู่ดี” นายพรศิลป์ กล่าว







