
บีโอไอเดินสายจีบเอสเอ็มอีญี่ปุ่น
ชวนลงทุนในไทยวางเป้าหมายหลักฮิโรชิมาคิตะคิวชู
ชวนลงทุนในไทยวางเป้าหมายหลักฮิโรชิมาคิตะคิวชู
บีโอไอบุกญี่ปุ่น จีบเอสเอ็มอีลงทุนไทย กล่อมเอกชนสองประเทศผนึกกำลังร่วมทุนเพิ่ม
นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 13-16 มิ.ย. 2554 บีโอไอ และสำนักงานบีโอไอประจำกรุงโตเกียว และนครโอซากา จะจัดกิจกรรมชักจูงการลงทุนและงานสัมมนาใหญ่ที่เมืองฮิโรชิมาและคิตะคิวชู ประเทศญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายชักชวนกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีญี่ปุ่นให้เข้ามาลงทุนในไทย หลังจากที่เอสเอ็มอีญี่ปุ่นจำนวนมากแสดงความสนใจจะเข้ามาลงทุนในไทยตั้งแต่ช่วงปลายปี 2553 ที่ผ่านมา
ปัจจัยที่ทำให้ประเทศไทยได้รับความสนใจจากเอสเอ็มอีญี่ปุ่นอย่างมาก ได้แก่ ค่าเงินเยนแข็งค่าเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการญี่ปุ่น โดยเฉพาะเอสเอ็มอีต้องการไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น และประเทศไทยก็มีความพร้อมในด้านต่างๆ มากกว่าประเทศคู่แข่ง เช่น การมีอุตสาหกรรมสนับสนุนและกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนที่เข้มแข็ง แรงงานคุณภาพ สาธารณูปโภคพื้นฐานที่ดี ในขณะที่ประเทศคู่แข่งของไทยมีข้อจำกัดในเรื่องของต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ไทยจึงเป็นที่สนใจของเอสเอ็มอีญี่ปุ่นอย่างมาก
“ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วต่อเนื่องจนมาถึงต้นปีนี้ มีคณะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจากญี่ปุ่นเดินทางเข้ามาศึกษาลู่ทางการลงทุนในไทยหลายคณะ เช่น เอสเอ็มอีจากจังหวัดโอกายามา ชิซึโอกะ คิตะคิวชู รวมทั้งเอสเอ็มอีจากแถบคันไซและนาโกยา อีกกว่า 100 บริษัท ซึ่งบีโอไอได้จัดกิจกรรมไปแล้ว เช่น การเชื่อมโยงอุตสาหกรรมกับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย การเยี่ยมชมนิคมอุตสาห กรรม และโรงงานภาคตะวันออกไทย” นางอรรชกา กล่าว
นอกจากนี้ บีโอไอจะร่วมประชุมหารือกับองค์กรและหน่วยงานทางธุรกิจของญี่ปุ่น เพื่อสร้างความร่วมมือในการสนับสนุนให้เอสเอ็มอีญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยด้วย เช่น หารือกับเจโทรประจำเมืองฮิโรชิมา สมาคมมิตรภาพไทยฮิโรชิมา หอการค้าประจำจังหวัดของญี่ปุ่น และสมาคมสำคัญๆ
ตลอดจนร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมให้เกิดการจับคู่ธุรกิจระหว่างเอสเอ็มอีญี่ปุ่นกับบริษัทไทยได้ร่วมทุนทำธุรกิจกัน ซึ่งการเดินทางไปญี่ปุ่นในครั้งนี้ บีโอไอก็จะชักชวนให้เอสเอ็มอีญี่ปุ่นพิจารณาเรื่องการร่วมทุนกับบริษัทไทย
สำหรับสถิติการขอรับส่งเสริมการลงทุนจากญี่ปุ่นในไทย พบว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.พ.ค. 2554) นักลงทุนญี่ปุ่นเป็นกลุ่มที่ขอรับส่งเสริมการลงทุนมากที่สุดทั้งจำนวนโครงการและเงินลงทุน มีจำนวน 221 โครงการ มูลค่าลงทุนรวมกว่า 5.74 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากมูลค่าในช่วงเดียวกันของปีก่อน 77% และคิดเป็นสัดส่วน 41% ของมูลค่าลงทุนจากต่างชาติ
กิจการส่วนใหญ่จะลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับธุรกิจอื่น







