posttoday
การเมืองเรื่องต้องห้าม

การเมืองเรื่องต้องห้าม

11 มิถุนายน 2554

ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านแทบทุกท่านคงจะเคยได้ยินคำพูดประเภทที่ว่า

ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านแทบทุกท่านคงจะเคยได้ยินคำพูดประเภทที่ว่า

โดย..อานนท์

มีเรื่องบางเรื่องที่แม้จะเป็นเพื่อน หรือเป็นคนในครอบครัว ก็อย่าเอามาคุยกัน เช่น เรื่องการเมือง การศาสนา ฯลฯ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ประเทศไทยในขณะนี้ ผมคิดว่าหากไม่แน่ใจจริงๆ ว่าจะ “ทำใจ” ได้ ก็อย่าคุยกันเรื่องการเมืองเสียเลยจะดีกว่า

นั่นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์อันละเอียดอ่อนของบุคคลครับ ซึ่งหากท่านยังดึงดันอยากจะคุยกัน ก็คงไม่มีใครว่าอะไรได้ แต่ที่ผมจะเตือนในวันนี้ก็คือ หากท่านประกอบธุรกิจการค้า อย่าปล่อยให้เรื่องต้องห้ามประเภทนี้มาทำให้กิจการของท่านเสียหาย

เมื่อเร็วๆ นี้ ผมเดินไปที่ตลาดแห่งหนึ่ง มีผู้คนเดินไปมาขวักไขว่ ลูกค้าท่านหนึ่งกำลังจะควักกระเป๋าซื้อสินค้าจากร้านค้าร้านหนึ่งอยู่แล้ว แต่พอเห็นป้ายบางอย่างในร้าน ก็เปลี่ยนใจ เดินหนีไปทันที

สงสัยกันไหมครับว่า ป้ายอะไรที่ทำให้ลูกค้าเดินหนี

ไม่ใช่ป้ายราคา หรือป้ายบอกสรรพคุณสินค้าหรอกครับ แต่เป็นแผ่นโปสเตอร์หาเสียงของพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ซึ่งคุณลูกค้าเห็นเข้าแล้วก็เกิดออกอาการไม่ชอบใจ และตัดสินใจไม่ซื้อสินค้าจากร้านนี้ในที่สุด

นี่ไงครับ ยังไม่ทันต้องพูด ต้องคุยกันเลย กลายเป็นเรื่องเสียแล้ว

ด้วยความเคารพนะครับ ผมเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็น แสดงความเป็นตัวของตัวเอง แต่หากเราเป็นคนค้าขาย การแสดงออกบางอย่างก็อาจทำให้เกิดความผิดพลาดทางธุรกิจ

อย่างเช่นกรณีนี้ ร้านค้าร้านนี้เสียลูกค้าไปทันที และยากจะทราบได้ว่าแต่ละวันเสียไปแล้วกี่คน และถึงหลังเลือกตั้ง ลูกค้าที่เคยตั้งข้อรังเกียจร้านนี้ไว้จะหายรังเกียจหรือยัง ลูกค้าจะกลับมาหลังจากหมดบรรยากาศการเมืองที่ร้อนแรง หรือลูกค้าจะหายไปอย่างถาวรเลย ไม่มีใครตอบได้ แต่ถ้าให้ผมฟันธง ผมก็คงฟันธงว่าจะต้องมีลูกค้าส่วนหนึ่งที่จะหายไปอย่างถาวรแน่นอน เพราะด้วยภาวการณ์ในปัจจุบันนี้ สถานการณ์และความคิดเห็นทางการเมืองเป็นเรื่องที่ดุเดือดมากทีเดียวในบ้านเรา

ดังนั้น ไม่ว่าจะชอบใคร หรือไม่ชอบใคร ได้โปรดเก็บไว้ในใจเถอะครับ อย่าแสดงออกมาเลย เพราะไม่ว่าจะเข้าข้างทางไหน ก็จะเกิดผลกระทบกับธุรกิจของท่านแน่ๆ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าลูกค้าที่เดินไปเดินมาเขาคิดอย่างไร เราจึงไม่ควรจะมาพลาดกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างนี้

นอกจากเจ้าของกิจการที่ไม่ควรจะพลาดแล้ว ผมอยากจะให้ท่านมองไปถึงลูกจ้างในร้าน ซึ่งก็แน่นอนครับว่า ปุถุชนธรรมดา ย่อมมีความชอบ ไม่ชอบ ความรัก ความเกลียด เป็นเรื่องธรรมดา ผมแนะนำว่า อย่าถาม อย่าคุยเรื่องการเมืองกับพนักงาน เพราะอาจจะเกิดปัญหาในองค์กรได้ และในขณะเดียวกันก็ต้องขอความร่วมมือกับพนักงานของเราด้วยว่าอย่าคุยประเด็นนี้กับลูกค้า

มีบางครั้งครับที่หลีกเลี่ยงลำบาก เพราะลูกค้าเป็นฝ่ายชวนคุยเรื่องการเมืองขึ้นมาเอง ก็ต้องฝึกพนักงาน โดยเฉพาะพนักงานที่มีหน้าที่ต้องพบปะลูกค้าว่า ต่อให้ลูกค้าเริ่มก่อน ก็อย่าสานต่อ อย่าแสดงความคิดเห็น แต่ให้หาทางเลี่ยงไปเป็นเรื่องอื่น หรือหากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็ให้พูดในทำนองกลางๆ เข้าไว้

เราไม่อาจจะทราบได้เลยครับว่าพนักงานคนไหนของเราจะไปพลาดท่าพูด หรือแสดงออกให้ลูกค้าไม่พอใจ ดังนั้นตัดไฟเสียแต่ต้นลม จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

นอกจากการพูด สัญลักษณ์ หรือสื่อต่างๆ ก็ต้องตรวจตรา และละเว้นอย่างเข้มงวดด้วย เช่น ต้องสอดส่องดูว่าพนักงานแอบติดเบอร์ของพรรคที่ชอบมาทำงานด้วยหรือเปล่า ไม่ใช่บอกว่าอย่าพูด แต่ใส่เสื้อปักเบอร์หรา ก็จะมีปัญหาจนได้

เรื่องแบบนี้ต้องระวังกันตลอดเวลา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาอันร้อนแรงอย่างนี้การระมัดระวังจะต้องเพิ่มมากขึ้น

การเมืองก็เป็นเรื่องการเมือง อย่าปล่อยให้ความคิดเห็นทางการเมืองมาพัวพัน หรือทำให้ธุรกิจเสียหาย

ยกเว้นว่าคุณจะได้ตัดสินใจเลือกข้างอย่างแน่นอน และไม่แคร์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับการค้าขาย เพราะคุณอยากจะต้อนรับเฉพาะลูกค้าที่คิดเหมือนเช่นเดียวกับคุณ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ว่ากันครับ เป็นความเสี่ยงที่ต้องพร้อมรับเอาไว้แล้ว

ประชาธิปไตยครับ ใครจะทำอะไรก็ได้ แต่เมื่อมีคนเตือน ก็ระวังเสียงทักสักหน่อยคงไม่เสียหายนะครับ  

 

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน