
ถึงเวลาช็อปหุ้นดีราคาถูก
ยันไม่หลุด1,028 ซื้อปันผลเกิน5% ตปท.ทิ้ง2หมื่นล.
ยันไม่หลุด1,028 ซื้อปันผลเกิน5% ตปท.ทิ้ง2หมื่นล.
หุ้นไทยยังโงหัวไม่ขึ้น ต่างชาติหวั่นเปลี่ยนขั้วรัฐบาล รวม 3 สัปดาห์ทิ้งเฉียด 2 หมื่นล้านบาท ASPแนะซื้อหุ้นปันผลเกิน 5% กำไรเกิน 10%
ตลาดหุ้นไทยหลุด 1,050 จุดไปเรียบร้อยแล้ว ดัชนีลงไปปิดที่ 1,046.66 จุด ร่วง 11.70 จุด หรือ 1.11% มูลค่าการซื้อขายเบาบางเพียง 18,474 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเพราะตลาดหุ้นในภูมิภาคปิดทำการ เช่น ฮ่องกง เกาหลี ไต้หวัน และจีน
นายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต กล่าวว่า ดัชนีที่ปรับตัวลดลงมาซื้อขายแถวพี/อีต่ำกว่า 12 เท่าเป็นระดับที่เหมาะกับการเข้าลงทุนหรือสะสมหุ้น เพราะน่าจะสะท้อนปัจจัยลบหลักๆ 3 ด้านหมดแล้ว ซึ่งหากจะลดลงต่อก็ไม่น่าลึกนัก คาดระดับ 1,028 จุดน่าจะรับแรงขายอยู่
สำหรับปัจจัยลบ 3 ด้าน คือ 1.การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก 2.ปัญหาหนี้ของยุโรป และ 3.การเลือกตั้งในประเทศที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มไม่มั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จะได้เป็นรัฐบาลต่อหรือไม่ จึงขายหุ้นปรับพอร์ตต่อเนื่อง รวมในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาขายสุทธิเกือบ 2 หมื่นล้านบาท ทำให้ยอดซื้อสุทธิจากสิ้นปีก่อนเหลือต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาทแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือน พ.ค. ถึงปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ รวม 1.93 หมื่นล้านบาท วันที่ 6 มิ.ย. ทิ้งต่อ 1,149 ล้านบาท
นายพิชัย กล่าวถึงกลยุทธ์การเลือกซื้อหุ้นที่จะถือลงทุนสามารถเลือกได้ทุกกลุ่มในตัวใหญ่ๆ เพราะราคาที่ลดลงมาส่งผลให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลขึ้นมาเกินกว่า 5% เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์อย่างบริษัท ศุภาลัย (SPALI) ที่ราคา 10.60 บาทคาดให้ผลตอบแทนเงินปันผล 7.1% บริษัทปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ให้ผลตอบแทน 5.2% เทียบที่ราคา 345 บาท
นอกจากนี้ ดัชนียังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้หากธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ชะลอการขึ้นดอกเบี้ย หลังเศรษฐกิจไม่ฟื้นอย่างคาดและเงินเฟ้อลดความร้อนแรงลง
ด้านบริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส (ASP) แนะนำให้รอซื้อเก็บหุ้นที่ระดับดัชนี 1,048-1,044 จุด โดยให้เน้นหุ้นปันผลตอบแทนมากกว่า 5% เช่น บริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP) บริษัท ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ (TPC) บริษัท เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง (ASK) บริษัท ค้าเหล็กไทย (TMT) บริษัท น้ำมันพืชไทย (TVO) บริษัท สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม (UPOIC)
นักลงทุนควรเลือกซื้อหุ้นที่มีกำไรสุทธิต่อหุ้นเพิ่มมากกว่า 10% เช่น หุ้นบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส (ADVANC) บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ (BECL) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บริษัท จีเอฟพีที (GFPT) บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) บริษัท ปตท.เคมิคอล (PTTCH)
บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) แนะนำว่าการลงทุนในช่วงนักลงทุนต่างชาติรอรัฐบาลใหม่ ให้เน้นหุ้นที่จะได้อานิสงส์จากการเลือกตั้ง ส่วนกลยุทธ์ช่วงครึ่งปีหลัง ให้ซื้อหุ้นบริษัท อาปิโก ไฮเทค (AH) และบริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT)







