
สหพัฒน์ลั่นตลาดวิ่งฉลุย
โตเหมือนรถไฟเร็วสูงเชื่อปีนี้ขาย2แสนล้าน
โตเหมือนรถไฟเร็วสูงเชื่อปีนี้ขาย2แสนล้าน
บิ๊กสหพัฒน์ชี้เศรษฐกิจปีนี้วิ่งขั้นสปีด เทรน แนะรัฐบาลใหม่มุ่งต่างประเทศ กระชับสัมพันธ์จีน ลั่นสิ้นปี 2 แสนล้าน
นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจประเทศปีนี้ทางเครือสหพัฒน์มั่นใจทิศทางการเติบโตจะขยายตัวแบบ “สปีด เทรน” หรือรถไฟความเร็วสูง ด้วยภาคการส่งออกในปีนี้ที่เติบโตดีมาก สินค้าบางรายการไม่พอขาย รวมถึงกำลังซื้อในกลุ่มเกษตรกรดีขึ้น เห็นได้จากรถบรรทุกที่ขายดีในระดับรากหญ้า เป็นต้น หากเงินบาทไม่แข็งค่ามากไปกว่านี้ทุกอย่างจะดีหมด โดยปัจจุบันการส่งออกของไทยได้เปลี่ยนจากยุโรปและสหรัฐอเมริกา ไปตลาดเอเชียและอาเซียน
นอกจากนี้ ในครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะการเลือกตั้ง จะทำให้การค้าขายโดยภาพรวมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเชื่อว่าหลังการเลือกตั้งจะทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนดียิ่งขึ้น พร้อมเชื่อว่าหลังการเลือกตั้งจะไม่มีวิกฤตทางการเมืองตามมา เพราะการเลือกตั้งทำให้ทุกคนยอมรับเสียงข้างมาก และผลที่ออกมาสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยคิดอย่างไร โดยรัฐบาลไหนมาก็สามารถอยู่ได้ ถ้ารัฐบาลดีบริษัทก็สามารถเดินได้เร็ว แต่ถ้ารัฐบาลไม่ดีบริษัทก็เดินช้าลงเท่านั้น
สำหรับนโยบายหลักของเครือสหกรุ๊ป ยังไม่มีแผนขึ้นราคาสินค้าในเครือ และขอเป็นบริษัทสุดท้ายที่จะขึ้นราคา แม้ปัจจุบันต้นทุนการผลิตขึ้นแล้ว 1 เท่าตัว โดยเฉพาะผงซักฟอก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แต่จากการปรับแผนผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพทำให้ยังคงราคาได้ หากเครือสหพัฒน์ขึ้นราคาสินค้าแล้วจะทำให้บริษัทอื่นในตลาดปรับราคาขึ้นตามแน่นอน ด้านลงทุนปีนี้ใช้ 1,000 ล้านบาท เช่น สร้างโรงงานผลิตแป้งสาลีสำหรับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่ จ.ชลบุรี เพื่อให้ขั้นตอนการผลิตสินค้ามีต้นทุนที่ถูกลง รวมทั้งยังส่งผลดีให้บริษัทสามารถตรึงราคาขายบะหมี่สำเร็จรูปได้ต่อไป จากเดิมต้องใช้เวลาขนส่งยาวนานและต้องนำเข้าจาต่างประเทศ โดยจะเริ่มเดินเครื่องผลิตโรงงานใหม่ได้ในต้นปี 55 เป็นต้นไป นอกจากนี้ มีอีกหลายธุรกิจที่บริษัทเตรียมขยายงานเพิ่มเติม รวมทั้งมีพันธมิตรนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นที่เตรียมเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่ม หลังจากเกิดปัญหาสึนามิและแผ่นดินไหว จึงมองโอกาสลงทุนในไทยเพิ่ม ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้
ขณะที่ผลประกอบการ 5 เดือนแรกที่ผ่านมา ทั้งกลุ่มมียอดขายรวมเติบโต 13% จากปีก่อน และใช้กำลังผลิตสินค้าในทุกกลุ่มอยู่ในระดับ 100% รวมทั้งบางกลุ่มสินค้าผลิตไม่เพียงพอกับตลาดในประเทศและต่างประเทศ ทำให้มั่นใจว่าในสิ้นปีนี้จะมียอดขายรวมเติบโต 15-20% จากปีก่อน หรือมียอดขายรวมประมาณ 2 แสนล้านบาท
นายบุณยสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศนั้น อยากให้มุ่งความสำคัญในนโยบายตลาดต่างประเทศมากที่สุด จากเศรษฐกิจโลกมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และไทยกำลังมีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ทำให้ตลาดการค้ามีขนาดใหญ่มาก รวมทั้งปรับกฎระเบียบการลงทุนจากต่างประเทศในด้านต่างๆ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนทั่วโลกมากที่สุด
รวมทั้งต้องเน้นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ดีกับประเทศจีน เพราะเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตได้เร็วที่สุดแห่งหนึ่งในโลกรวมทั้งให้มองประเทศไปต่อเนื่องในอีก 5-10 ปีข้างหน้าจะไปในทิศทางใด รวมทั้งอยากให้รัฐบาลชุดใหม่ที่เข้ามาบริหารประเทศนั้น ใช้นโยบายค่าเงินบาทอ่อนค่าลง เพราะค่าเงินที่อ่อนค่าจะส่งผลดีต่อภาคเอกชนไทย ที่มีรายได้เพิ่มขึ้น และส่งผลดีให้แรงงานมีรายได้สูงขึ้นตามไปด้วย แต่ทั้งนี้หากบาทแข็งค่าเอกชนก็จะมีรายได้ลดลง และไม่สามารถขึ้นค่าแรง
“เห็นได้จากประเทศ จีน เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย ที่บริหารค่าเงินในประเทศให้อ่อนค่าลง ส่งผลดีให้เศรษฐกิจเติบโตมากกว่าไทยไปแล้ว” นายบุณยสิทธิ์ กล่าว
ทั้งนี้หากรัฐบาลชุดไหน ให้ความสำคัญกับประเทศมากที่สุด จะส่งผลดีต่อภาคเอกชนมีโอกาสขยายธุรกิจและเติบโต 20-40% แตกต่างจากในปัจจุบันที่เติบโตปีละ 10% เท่านั้น ถือว่าในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยเสียโอกาสเยอะมาก และในขณะนี้ทั่วโลกกำลังต้องการสินค้าไทย แต่ในปัจจุบันเอกชนไทยผลิตสินค้าไม่ทันแล้ว นอกจากนี้ไม่ได้สนับสนุนให้รัฐบาลชุดใหม่ใช้นโยบายประชานิยม เพราะมองว่าไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทยในระยะยาว
“ในอดีตเวลาการเมืองมีปัญหา ซ้ายขวาตีกัน หรือไม่ลงตัว ก็จะชูผู้หญิงขึ้นมาแก้ปัญหา เหมือนในหลายประเทศที่ผ่านมา มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิง เยอรมัน อินเดีย ออสเตรเลีย ศรีลังกา ซึ่งก็สนับสนุนนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้หญิงเช่นกัน แต่มองว่าไม่ใช่สมัยนี้ ซึ่งคนที่เข้าใจชูเรื่องนี้มาแก้ปัญหาทมองว่าเป็นคนฉลาด” นายบุณยสิทธิ์ กล่าว







