
เบอร์ลี่ฯกำไรหดหนีต้นทุนสูงไม่ทัน
สต๊อกเก่าหมดไม่ขึ้นราคาของหนีลงทุนตปท.ขายสินค้าแพง
สต๊อกเก่าหมดไม่ขึ้นราคาของหนีลงทุนตปท.ขายสินค้าแพง
BJC ปรับตัวไม่ทัน รับไตรมาส 2 รายได้กำไรลดลง สินค้าเก่าต้นทุนต่ำหมดสต๊อก กัดฟันรายได้โตตามเป้าแตะ 2.8 หมื่นล้าน
นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) เปิดเผยว่า รายได้และกำไรในไตรมาส 2 น่าจะลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก ซึ่งมีรายได้ 7,746 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 654 ล้านบาท เพราะอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าไตรมาสแรก ซึ่งอยู่ที่ 25% เนื่องจากสินค้าเก่าที่ต้นทุนต่ำได้หมดลง จึงรับผลกระทบเต็มๆ จากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทยังไม่ได้ปรับราคาขายสินค้าตามที่ตั้งใจไว้เมื่อช่วงต้นปี เนื่องจากเห็นว่าสินค้าของบริษัทเป็นสินค้าเกี่ยวกับการอุปโภคบริโภค จึงไม่อยากเพิ่มต้นทุนให้กับลูกค้า
อย่างไรก็ตาม ยังมั่นใจว่าอัตรากำไรขั้นต้นของปีนี้จะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ซึ่งทำได้ระดับ 27% เนื่องจากจะพยายามออกสินค้าใหม่ทดแทน ซึ่งมีส่วนต่างกำไรที่ดี รวมถึงคงเป้าหมายรายได้ในปีนี้จะทำได้ 2.8 หมื่นล้านบาท เติบโต 15% จากปีก่อนหน้าอยู่ที่ 2.6 หมื่นล้านบาท
“ยังมั่นใจการเติบโตในภาพรวมเป็นไปตามเป้าหมาย เพราะไตรมาสแรกรายได้โตดีมากระดับ 29% ส่วนไตรมาส 2 อาจจะลดลงบ้าง แต่เป็นช่วงปกติของธุรกิจด้วย โดยจะไปดีมากในช่วงไตรมาส 4 และในช่วงการเลือกตั้งลงตัวไม่มีอะไร น่าจะส่งผลดีต่อบริษัท เพราะจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนเกิดการบริโภคมากขึ้น” นายอัศวิน กล่าว
บริษัทยังตั้งเป้าหมายจะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศภายในช่วงปี 2557-2558 เป็น 50% ของรายได้รวม จากปีนี้อยู่ที่ 15% เพิ่มขึ้นจาก 8% ในปีที่ผ่านมา เนื่องจากเห็นโอกาสในการขยายตัวสูง และการปรับราคาสินค้าก็ทำได้ง่ายกว่าเมืองไทย ขณะนี้บริษัทมีแผนลงทุนใน 6 ประเทศ ในกลุ่มประเทศอาเซียน เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ พม่า เป็นต้น
ความคืบหน้าล่าสุด จะมีการเพิ่มกำลังการผลิตโรงงานกระป๋องในเวียดนามในไตรมาส 2 ปีหน้า จะทำให้กำลังการผลิตกระป๋องเพิ่มเป็น 800 ล้านบาทต่อปี
ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีความสนใจจะลงทุนทำธุรกิจค้าปลีก โดยอยู่ระหว่างพิจารณาการลงทุนในหลายรูปแบบ ทั้งการก่อสร้างเองและไปซื้อเพิ่ม เพราะเห็นว่าจะเป็นช่องทางในการกระจายสินค้าของบริษัท
นายอัศวิน กล่าวว่า บริษัทได้วางเป้าหมายต้องการให้หุ้นได้รับเลือกเข้าคำนวณในดัชนี SET50 สำหรับการพิจารณาในรอบสิ้นปี 2554 โดยไม่ทันรอบครึ่งแรกของปีนี้ แม้ว่าขนาดของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) จะผ่านเกณฑ์ แต่ขาดคุณสมบัติเรื่องสัดส่วนการกระจายหุ้น ซึ่งอยู่ที่ 17% ต่ำกว่าระดับ 20% ตามที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนด บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาแก้ไขสาเหตุที่บริษัทอยากให้ถูกจัดอยู่ในดัชนี SET50 เพื่อจะช่วยให้การระดมทุนง่ายขึ้น
ล่าสุด ราคาหุ้น BJC ปิดที่ 19.30 บาท ลดลง 0.30 บาท หรือ 1.53%







