
Crisis Watch
วิกฤตหนี้ยุโรปป่วนโลก (อีกครั้ง)
วิกฤตหนี้ยุโรปป่วนโลก (อีกครั้ง)
โดย..เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์
ความจริงก็ผ่านพ้น “วันพิพากษาโลก” เมื่อ 21 พ.ค. 2554 ไปได้ด้วยดี โดยที่ญาติพี่น้องคนที่รู้จักต่างก็อยู่ดี ไม่มีใครเป็นอะไร จนเจ้าตำรับวันพิพากษาโลกต้องเลื่อนและประกาศ “วันสิ้นโลก” ในวันที่ 21 ต.ค.ปีนี้ ก็ฟังเป็นเรื่อง “ขำๆ” ของคนที่อยาก “พ้นทุกข์”โดยวิธีง่ายๆ แต่ชีวิตจริงคงไม่มีง่ายอย่างนั้นและต้อง “ผจญกรรม”กันต่อไปทั้งทอร์นาโดในสหรัฐ และภูเขาไฟระเบิดในไอซ์แลนด์ ที่แม้จะรุนแรงแต่ก็ไม่ถึงกับกัลปาวสานของโลกแต่อย่างใด
แต่ที่ “ขำไม่ออก” น่าจะเป็นโลกเศรษฐกิจที่กำลังปั่นป่วนจากวิกฤตหนี้สาธารณะของประเทศแถบยูโรโซนที่นำโดยห้าหมูเจ้าเก่าหรือประเทศกลุ่ม PIIGS ที่ประกอบด้วยโปรตุเกส ไอร์แลนด์ อิตาลี กรีซ และสเปน ประจวบกับ “ตัวช่วยหลัก” คือกองทุนระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ (International Monetary Fund : IMF) ก็กำลังต้องเลือกผู้นำใหม่แทนนายโดมินิก สเตราคานห์ ที่ถูกกักบริเวณรอขึ้นศาลในอเมริกาจากข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ ทำให้กระบวนการช่วยเหลือประเทศที่กำลังสาหัสจากปัญหาหนี้สาธารณะในขณะนี้ ซึ่งมีกรีซ ไอร์แลนด์และโปรตุเกสเผชิญอุปสรรคพอสมควร
กระแสความปั่นป่วนรอบใหม่เริ่มก่อตัวตั้งแต่ต้นสัปดาห์ เป็นผลจากการที่รัฐบาลสเปนต้องตัดลดงบประมาณค่าใช้จ่าย ทำให้เกิดการชุมนุมประท้วงใหญ่กลางกรุงมาดริดของชาวสเปนที่ต้องเผชิญกับปัญหาพิษเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะกลุ่มหนุ่มสาววัยทำงานที่ต้อง “เตะฝุ่น” จากปัญหาอัตราการว่างงานที่มีอยู่สูงในประเทศกลุ่มยุโรป และถ้าปัญหาในสเปนเกิดลุกลามจริงๆ ย่อมต้องส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจโลกเพราะเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก
ส่วนกรีซนับว่ามีปัญหามากที่สุดเพราะแม้จะได้รับเงินช่วยเหลือจากสหภาพยุโรปหรืออียู (European Union: EU) และไอเอ็มเอฟไปก่อนหน้านี้ แต่ท่าทางจะไม่เพียงพอจนอาจไม่สามารถจ่ายเงินเดือนข้าราชการได้ และจะกู้งวดใหม่ก็อาจมีปัญหาเพราะยังไม่สามารถประหยัดงบประมาณและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ (เช่น การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และการขายสินทรัพย์บางส่วนเพื่อเสริมสภาพคล่อง) ตามที่ได้ทำสัญญาไว้กับผู้ให้กู้ทั้งสอง ทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือต้องลดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งเดิมก็อยู่ใน “ระดับขยะ” (Junk Bond) อยู่แล้วลงไปอีกเสมือน “ขยะที่ไม่พึงปรารถนา” ซึ่งก็ต้องเห็นใจในความพยายามของกรีซที่ต้องลดสวัสดิการ แต่ก็ก่อให้เกิดกระแส “ประชาไม่นิยม” และความไม่สงบในสังคม
อย่างไรก็ตาม กรีซก็คงต้องยอมก้มหน้าก้มตารับเงื่อนไขทุกอย่างเพื่อประทังความอยู่รอด
ไม่เพียงแต่ความเคลื่อนไหวในกรีซที่สร้างความปั่นป่วนในระยะนี้ โปรตุเกสเองที่เพิ่งเข้ารับความช่วยเหลือจากอียูและไอเอ็มเอฟก็กำลังต้องการเงินเพื่อเสริมสภาพคล่องอย่างเร่งด่วน ตลอดจนไอร์แลนด์แม้จะเงียบๆ หน่อยเพราะขนาดเศรษฐกิจค่อนข้างเล็กแต่ก็ยังไม่หลุดพ้นจากปัญหาสภาพคล่อง
และที่สร้างความวิตกกังวลค่อนข้างมากมาจากข่าวที่สถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ หรือเอสแอนด์พี (Standard & Poor’s: S & P) ประกาศลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือของอิตาลีลงสู่ระดับ “เชิงลบ” จากเดิมที่ระดับ “มีเสถียรภาพ” และเตือนว่าเอสแอนด์พีอาจจะปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของอิตาลีหากรัฐบาลยังไม่สามารถลดยอดการกู้ยืมและใช้มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ แม้อีกสองสถาบันใหญ่จะยังไม่ทบทวนในเรื่องดังกล่าว แต่ก็สร้างความกังวลให้กับตลาดการเงินพอสมควร
สถานการณ์หนี้สาธารณะของยุโรปทำให้ตลาดหุ้นร่วงทั่วโลก รวมทั้งตลาดหุ้นไทย ซึ่งปัญหาหนี้สาธารณะยุโรปคงไม่จบในเร็วๆ นี้ แต่มีแนวโน้มว่าจะลุกลามเป็นสึนามิเศรษฐกิจต่อจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่สร้างความปั่นป่วนมาจนถึงวันนี้
ประชาชนคนไทยเองคงต้องเรียนรู้ “บทเรียน” จากวิกฤตการณ์ในประเทศแถบยูโรโซน (Euro Zone) เพราะประเทศเหล่านี้ต่างใช้นโยบายรัฐสวัสดิการที่ต้องทุ่มงบประมาณดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน จนประชาชนเริ่ม “เคยตัว” กับความเป็นอยู่ที่สุขสบาย และเงินงบประมาณที่นำมาใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยส่วนใหญ่เป็น “เงินอนาคต” ที่มาจากการกู้ยืม
และเมื่อถึงจุดหนึ่งที่ไม่มีปัญญาจ่ายคืนหนี้ ก็ต้องมาตัดลดงบประมาณความเป็นอยู่ สร้างความเดือดร้อนกับประชาชน และทำให้ชาวบ้านขาดวินัยในการบริหารเงิน โดยเฉพาะการใช้จ่ายอย่างไม่รับผิดชอบ เพราะคิดว่ารัฐบาลจะมาช่วยรับภาระให้ ซึ่งในที่สุดเมื่อภาครัฐไม่สามารถแบกรับภาระได้ ก็จะต้องผลักภาระคืนให้ประชาชนและก่อให้เกิดปัญหาสังคมในที่สุด
นโยบายประชานิยมที่พรรคการเมืองนำมา “หาเสียง” ในขณะนี้ คงต้องคิดดีๆ ว่าจะสร้างปัญหากับสังคมไทยในอนาคตหรือไม่







