posttoday
คิดรอบด้านก่อนรีไฟแนนซ์บ้าน

คิดรอบด้านก่อนรีไฟแนนซ์บ้าน

01 มิถุนายน 2554

วันนี้จึงจะขอเล่าถึงเหตุผลที่คนทั่วๆ ไป ใช้ในการรีไฟแนนซ์

วันนี้จึงจะขอเล่าถึงเหตุผลที่คนทั่วๆ ไป ใช้ในการรีไฟแนนซ์

โดย..ชาติชาย พยุหนาวิชัย

เผื่อว่าท่านผู้อ่านสนใจจะรีไฟแนนซ์ แต่ยังงงๆ ว่าจะทำไปทำไม ได้ลองตรวจสอบว่าเรามีความต้องการทางการเงินตรงตามเหตุผลเหล่านี้บ้างหรือไม่ หากมีก็อาจจะเหมาะสมที่จะทำ หรือถ้ามีเหตุผลอื่นจะเล่าสู่กันฟังก็ยินดีครับ

ก่อนจะพูดถึงเหตุผลในการรีไฟแนนซ์ดีไหม ขอทบทวนก่อนว่ารีไฟแนนซ์คือการนำเงินสดไปปิดบัญชีเงินกู้โดยการชำระหนี้ทั้งหมดให้แก่สถาบันการเงินผู้ให้กู้ โดยนำเงินนั้นมาจากการขอกู้เงินจากสถาบันการเงินอื่น ซึ่งโดยปกติจะทำกันต่อเมื่อสถาบันการเงินใหม่นั้นเสนอดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำกว่า

การรีไฟแนนซ์นั้นเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้เวลา ต้องเตรียมเอกสาร และมีต้นทุนที่จะต้องจ่ายเพิ่ม กล่าวคือ จะต้องมีการเตรียมตัวเหมือนการยื่นกู้ขอสินเชื่อใหม่ เตรียมเอกสารใหม่หมด รวมไปถึงการประเมินราคาหลักประกันใหม่เช่นกัน นอกจากนั้น ในส่วนของค่าใช้จ่ายหากมีการกู้เงินมาไม่ถึง 3 ปี หรือ 5 ปีสำหรับบางธนาคาร แล้วคิดจะรีไฟแนนซ์ ธนาคารต่างๆ ก็จะคิดค่าปรับประมาณร้อยละ 23 ของวงเงินกู้ ส่วนธนาคารใหม่ก็จะคิดค่าธรรมเนียมการจัดการให้กู้และค่าประเมินหลักประกันใหม่ เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการก็ต้องเสียค่าปรับชำระก่อนกำหนดร้อยละ 2 (ถ้ามี) และค่าธรรมเนียมการจดจำนองที่ดินร้อยละ 1 และค่าอากรอีกร้อยละ 0.05 ดังนั้นหากอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารใหม่และค่าใช้จ่ายที่จะต้องเสีย รวมแล้วถูกกว่าค่าใช้จ่ายข้างต้น ก็จะเป็นเหตุผลแรกที่จะสนับสนุนให้รีไฟแนนซ์

เหตุผลข้างต้นนี้อาจเหมาะสำหรับท่านที่กู้บ้านกันอยู่ตั้งแต่ช่วง 34 ปีที่ผ่านมา ในช่วงต้นได้รับดอกเบี้ยโปรโมชันในอัตราค่อนข้างต่ำ เมื่อช่วงโปรโมชันสิ้นสุดลง อัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นปกติที่ทุกสถาบันการเงินจะเสนออัตราดอกเบี้ยลักษณะนี้ ในขณะที่ปัจจุบันธนาคารต่างๆ ก็มีแนวโน้มจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังจากที่คงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำมาได้ระยะหนึ่ง หากจะรีไฟแนนซ์ในช่วงนี้ก็น่าจะเป็นโอกาสดี

เหตุผลต่อมาคือหากต้องการรีไฟแนนซ์เพื่อให้ได้วงเงินกู้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นไปได้ในกรณีที่ท่านได้ผ่อนชำระมาระดับหนึ่งจนเงินต้นลดลงไปบ้างแล้ว หรือราคาบ้านและที่ดินสูงขึ้นกว่าเดิมจากเวลาที่ผ่านไป ในกรณีนี้ในด้านดี ท่านก็จะมีเงินก้อนมาใช้สอยได้มากขึ้น โดยเงินส่วนเกินที่ได้มานั้นหลายท่านก็นำไปใช้ปรับปรุงที่อยู่อาศัยตามสภาพที่ทรุดโทรมตามกาลเวลา หรืออาจจะเอาไปช่วยค่าใช้จ่ายพิเศษอื่นๆ อาทิ ค่ารักษาพยาบาลหากมีสมาชิกในบ้านถึงขั้นต้องล้มหมอนนอนเสื่อเข้าโรงพยาบาล หรือเพื่อการศึกษาบุตรในกรณีที่ส่งไปเรียนต่อต่างประเทศ เป็นต้น ในทางตรงข้ามหากวางแผนใช้เงินไม่เหมาะสมก็มีโอกาสที่จะเสียเงินก้อนนั้นไปแล้วยังเป็นหนี้มากขึ้น เป็นการเพิ่มความเสี่ยงไปในตัว หากต้องการรีไฟแนนซ์เพื่อการณ์นี้ก็ขอให้รอบคอบให้มาก และคำนึงถึงเหตุผลการใช้เงินก้อนที่แท้จริงว่ามีความจำเป็นเพียงใดครับ

เหตุผลที่สามเรียกได้ว่าเป็นการดับไฟครับ กล่าวคือปัจจุบันท่านมีหนี้ครบถ้วนทุกรูปแบบ นัยว่าเป็นผลมาจากการส่งเสริมการจับจ่ายของภาครัฐในอดีต ซึ่งดอกเบี้ยที่ต้องเสียในแต่ละเดือนนั้นก็พอกพูนสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะจากหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลที่คิดดอกเบี้ยกันตั้งแต่ร้อยละ 20-28 ต่อปี ถ้าจ่ายแค่ขั้นต่ำทุกเดือนโอกาสที่หนี้จะหมดคงไม่มี การนำวงเงินกู้ที่จะได้เพิ่มจากการรีไฟแนนซ์มาปิดบัญชีเงินกู้อื่น ถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดครับ เนื่องจากโดยทั่วไปเงินกู้ที่ได้จากสินเชื่อบ้านนั้นจะได้ดอกเบี้ยต่ำที่สุด ซึ่งวิธีการนี้จะเป็นการลดภาระ และให้โอกาสท่านได้บริหารเงินอย่างเป็นระบบอีกครั้งหนึ่ง

กรณีสุดท้ายสำหรับกลุ่มที่มองหาแต่ดอกเบี้ยถูกเพื่อลดต้นทุนการกู้โดยเฉพาะและตั้งเป้าหมายจะรีไฟแนนซ์ทุก 3 ปี เพื่อประโยชน์สูงสุด กรณีนี้ถ้าขยันและได้ดอกเบี้ยที่ถูกจริงก็เป็นสิ่งที่ทำได้ครับ แต่มีข้อควรระวังเล็กน้อยครับ กล่าวคือปัจจุบันสถาบันการเงินต่างๆ มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าโดยละเอียด หากเราเป็นลูกค้าที่ดีมีประวัติต่อเนื่อง เขาก็จะมีวงเงินกู้ยืมเพิ่มเติม หรือมีสินค้าและบริการอื่นๆ เพิ่มเติมให้โดยตลอดในราคาพิเศษกว่าคนทั่วไป เพราะทุกธนาคารต้องการรักษาลูกค้าไว้ ในทางตรงข้ามหากเรามีการรีไฟแนนซ์บ่อยๆ เมื่อมีปัญหาขึ้นมาจริงๆ เราอาจจะได้รับการดูแลในลำดับถัดจากลูกค้าชั้นดีคนอื่นๆ ได้ครับ

ในกรณีที่ตัดสินใจจะรีไฟแนนซ์แน่ๆ แล้ว ก็ต้องมาดูว่าจะเลือกดอกเบี้ยแบบใดถึงจะดี ในส่วนนี้ผมขอเสนอว่าให้เลือกแบบดอกเบี้ยที่เป็นอัตราคงที่ระยะยาวที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ และเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินต่างๆ เสนอให้ ทั่วไปนิยมใช้ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของดอกเบี้ยช่วงโปรโมชัน รวมกับช่วงหลังโปรโมชัน อย่างน้อย 12 ปี มาคำนวณ เป็นแนวทางในการเปรียบเทียบ โดยต้องไม่ลืมหักต้นทุนในการรีไฟแนนซ์ด้านบนด้วยนะครับ หากหักลบกลบหนี้แล้วดีกว่าอยู่ที่เดิมก็ตัดสินใจได้เลย

คิดให้รอบด้านอย่างรอบคอบ เก็บข้อมูลอย่างละเอียด เปรียบเทียบตามหลักที่ถูกต้อง และวางแผนให้ดี แล้วเรื่องเงินๆ ทองๆ จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไปครับ  

 

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน