posttoday
แบรนด์จีน ชูแหล่งผลิตระดับโลก เสริมแกร่งตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า

แบรนด์จีน ชูแหล่งผลิตระดับโลก เสริมแกร่งตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า

30 พฤษภาคม 2554

ปัจจุบัน อุปสรรคสำคัญในการทำตลาดของสินค้าจีน ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องของคุณภาพสินค้าที่ไม่ได้รับการยอมรับด้านมาตรฐาน

ปัจจุบัน อุปสรรคสำคัญในการทำตลาดของสินค้าจีน ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องของคุณภาพสินค้าที่ไม่ได้รับการยอมรับด้านมาตรฐาน

โดยที่ผ่านมามีข่าวคราวในแง่ลบด้านคุณภาพสินค้าจากจีนในหลายกลุ่ม ตั้งแต่อาหาร นม ไปจนถึงเครื่องใช้

ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ได้มอบนโยบายให้กรมการค้าต่างประเทศเพิ่มความเข้มงวดตรวจตราการนำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดที่ไม่ได้มาตรฐานอย่างเข้มงวด เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากประชาชนและผู้ประกอบการว่า มีการนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานจากต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตประชาชน

แน่นอนว่า มาตรการนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์จีนอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง และเป็นเรื่องที่น่าจับตาถึงกลยุทธ์การแก้เกมของสินค้าจากจีนที่มุ่งมั่นที่จะสร้างแบรนด์ในต่างแดนอย่างจริงจัง รวมถึงการก้าวรุกตลาดเมืองไทย

นายแฮรี่ วู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีซีแอล อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคคนไทยรับรู้มากขึ้นว่าสินค้าส่วนใหญ่ไม่ว่าแบรนด์ใดก็ตาม จะผลิตที่ประเทศจีน ซึ่งถือเป็นโรงงานผลิตของโลก แต่การยอมรับในแบรนด์จีนต้องใช้เวลาในการสร้างความเชื่อมั่น

แบรนด์จีน ชูแหล่งผลิตระดับโลก เสริมแกร่งตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า

“ถึงเวลาแล้วที่ผู้ประกอบการจากจีนจะต้องรวมกันเพื่อสร้างแบรนด์จีนให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้นต่อผู้บริโภค เช่นเดียวกับแบรนด์จากเกาหลีที่วันนี้สามารถขึ้นเป็นผู้นำในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าของไทย” นายวู กล่าว

ส่วนกรณีที่กระทรวงอุตสาหกรรมจะกำหนดสินค้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าจากจีนนั้น ต้องดูว่าเป็นเรื่องใด เพราะทุกวันนี้บริษัทดำเนินการผลิตตามกรอบที่กระทรวงกำหนดไว้สูงสุดอยู่แล้ว

ปัจจุบัน ทีซีแอลฯ มียอดขายในตลาดทั่วโลกมากกว่าประเทศจีนแล้ว และยังมีแผนสร้างแบรนด์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลกด้วยการเข้าสนับสนุนภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่องทรานส์ฟอร์เมอร์สด้วย

สำหรับประเทศไทยปีที่ผ่านมามียอดขายประมาณ 1,000 ล้านบาท คาดว่าใน 5 ปี จะมียอดขาย 2,000 ล้านบาท โดยมองว่าภายใน 3 ปี ส่วนแบ่งตลาดจะเพิ่มขึ้นเป็น 20% เป็นอันดับ 4 รองจากซัมซุง แอลจี และโซนี่ ปัจจุบันทีซีแอลฯ มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ประมาณ 10%

ทั้งนี้ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทีซีแอลฯ ประกาศร่วมลงทุนมูลค่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ กับซัมซุง เปิดโรงงานผลิตจอเครื่องรับโทรทัศน์รุ่นใหม่ ที่เมืองเสิ่นเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยซัมซุงถือหุ้น 15% ขณะเดียวกันทีซีแอลฯ ได้ถือหุ้น 15% ในโรงงานผลิตของซัมซุง ที่เมืองซูโจวเช่นเดียวกัน โดยผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่จากโรงงานแห่งนี้จะออกวางจำหน่ายต้นปี 2555 เป็นต้นไป

ด้านนายอู๋หย่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไฮเออร์ อีเลคทริคอล แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าไฮเออร์ กล่าวว่า กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ไฮเออร์อยู่ในตลาดประเทศไทยมานาน 7 ปีที่ผ่านมา และมีอายุ 27 ปี ที่ก่อตั้งขึ้นในประเทศจีน

ปัจจุบัน ไฮเออร์ มีโรงงานกระจายอยู่ทั่วโลก 50 แห่ง และมีโรงงาน 1 แห่งในประเทศไทย เดินสายการผลิตสินค้า 4 กลุ่มหลัก คือ 1.ตู้เย็น มีกำลังการผลิต 1 ล้านเครื่องต่อปี 2.เครื่องซักผ้า 2 แสนเครื่องต่อปี 3.เครื่องปรับอากาศ 2 แสนเครื่องต่อปี และ 4.ตู้แช่เย็น 5 แสนเครื่องต่อปี โดยแบ่งสัดส่วนเป็นการส่งออกในต่างประเทศ 70-75% และทำตลาดในประเทศ 25-30%

ขณะที่กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของบริษัทเพื่อสร้างความมั่นใจและการยอมรับแบรนด์ไฮเออร์นั้น ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ 1.พัฒนาและออกแบบสินค้าเพื่อรองรับความต้องการของตลาดในประเทศ ที่ผลิตในประเทศ และขายในประเทศ เพื่อสร้างความใกล้ชิดกับผู้บริโภคชาวไทยมากขึ้น 2.ศึกษาความต้องการผู้บริโภคในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และ 3.การจัดกิจกรรมการตลาดใหม่เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าถึงผลิตภัณฑ์แบรนด์ไฮเออร์เพื่อสร้างยอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น

สำหรับคุณภาพสินค้าจากจีน ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้บริโภคชาวไทยมีความกังวลนั้น ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่กลุ่มบริษัท ไฮเออร์ฯ ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น โดยยึดหลักการเดียวกันกับไฮเออร์ทั่วโลก

นั่นคือ “แบรนด์ไฮเออร์ดีกว่าสินค้าญี่ปุ่น และเกาหลี” รวมถึงโรงงานในประเทศไทยก็ผลิตเพื่อทำตลาดในประเทศส่วนหนึ่ง และเป็นไปในกรอบมาตรฐานของหน่วยงานรัฐที่กำหนดไว้อยู่หากกระทรวงอุตสาหกรรมจะกำหนดสินค้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าจีนก็ตาม

ทั้งนี้ ในปัจจุบันฐานการผลิตสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่มักอยู่ที่ประเทศจีน ซึ่งในกลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าครัวเรือน (ไวท์ กู๊ดส์) 4 กลุ่มหลักภายใต้แบรนด์ไฮเออร์ ครองส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกเป็นอันดับ 1 แม้ส่วนแบ่งตลาดในประเทศไทยจะยังมีไม่มาก ซึ่งบริษัทต้องเร่งกิจกรรมการตลาดเพื่อสร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นของแบรนด์ที่มีต่อสินค้าอย่างต่อเนื่อง และต้องใช้เวลาให้เร็วที่สุด หากเทียบกับแบรนด์ญี่ปุ่นในไทยที่ใช้เวลาราว 20-30 ปี แบรนด์เกาหลีราว 10 ปี

“ความคิดด้านมาตรฐานของผู้คนที่ติดภาพต่อสินค้าแบรนด์จีน เป็นเรื่องที่โบราณ ล้าสมัยไปแล้ว ซึ่งในความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นแล้ว” นายหย่ง กล่าว

สำหรับปีนี้บริษัทวางแผนเปิดตัวสินค้าใหม่ใน 4 กลุ่มหลัก อาทิ เครื่องซักผ้า เพาเวอร์ ฟูล เครื่องปรับอากาศ ไอฟีลยู และตู้เย็น แคร์ แอนด์ คูล เป็นต้น พร้อมวางยอดขายเติบโตในปีนี้ไม่ต่ำกว่า 50% หรือ 1,000 ล้านบาท

นางสอางทิพย์ อมรฉัตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาด บริษัท เพาเวอร์บาย ผู้ดำเนินธุรกิจร้านค้าปลีกพิเศษเครื่องใช้ไฟฟ้า “เพาเวอร์บาย” กล่าวว่า สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ประเทศจีนที่เข้ามาทำตลาดในขณะนี้จะได้การตอบรับดีมากน้อยเพียงใด หรือผู้บริโภคให้ความมั่นใจต่อสินค้ามากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละตลาดที่สินค้าแบรนด์จีนมุ่งเข้าไปทำตลาด

สำหรับความเห็นส่วนตัว มองว่า ปัจจุบันสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ชั้นนำส่วนใหญ่ ทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น หรือยุโรป อเมริกา ต่างก็มีฐานการผลิตในประเทศจีนเช่นกัน ดังนั้นการยอมรับในตัวผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีนจึงขึ้นอยู่กับมาตรฐานต่างๆ ในการผลิต และการรับประกัน หรือการตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่มีมาตรฐานสากล ก่อนส่งออกไปทำตลาดยังประเทศต่างๆ

อย่างไรก็ตาม บริษัทได้มีการสำรวจความคิดเห็น และความพึงพอใจของผู้บริโภคในร้านเพาเวอร์บายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพบว่าเป็นกลุ่มลูกค้าระดับบีขึ้นไป ซึ่งต้องการสินค้าที่มีคุณภาพและแบรนด์น่าเชื่อถือเป็นหลักในการตัดสินใจซื้อมากกว่า ทำให้สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและไอทีรายการต่างๆ ที่วางจำหน่ายในเพาเวอร์บายในปัจจุบันนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นแบรนด์ที่ลูกค้ารู้จักและให้ความเชื่อมั่นอยู่ก่อนแล้ว เช่น สินค้าแบรนด์จากเกาหลี หรือญี่ปุ่น ก็จะเหมาะกับลูกค้าอีกกลุ่ม ส่วนสินค้าแบรนด์จีน ก็จะเป็นกลุ่มลูกค้าอื่นเช่นกัน

“จากการโฟกัส กรุ๊ปลูกค้า พบว่าหากต้องการซื้อสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กับตัวเองก็จะซื้อที่เพาเวอร์บาย แต่หากซื้อเพื่อให้คนอื่นก็จะซื้อที่ดิสเคาต์สโตร์” นางสอางทิพย์ กล่าว

จะเห็นได้ว่ามาตรฐานการผลิตสินค้าของจีนก็ไม่แพ้ประเทศคู่แข่งที่พัฒนาแล้วอย่างเกาหลี หรือญี่ปุ่น แต่สิ่งสำคัญที่จะเป็นอุปสรรคในการสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภค กลับอยู่ที่จรรยาบรรณของผู้ประกอบการนั่นเอง ว่าจะสร้างสรรค์หรือทำลาย

 

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน