
สิงคโปร์คครองแชมป์การค้าเออีซี ไทยตามห่าง..แค่ที่ 3
ผ่านมา 1 ปี สำหรับการดำเนินกิจกรรมการค้าระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
ผ่านมา 1 ปี สำหรับการดำเนินกิจกรรมการค้าระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
ซึ่งไทยเป็นสมาชิกร่วมอยู่ด้วย ปรากฏว่าผลประโยชน์ที่วัดได้อย่างเด่นชัดจากเวทีนี้ ประเทศสิงคโปร์ รับไปเต็มๆ ในฐานะผู้ส่งออกเบอร์ 1 ขณะที่ไทยอยู่แค่อันดับ 3 เป็นรองกระทั่งมาเลเซียแม้ว่าไทยจะมีอัตราการเพิ่มของส่วนแบ่งตลาดอยู่ในเกณฑ์ดีก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถแซงหน้าขึ้นเป็นเบอร์ 1 ผู้ส่งออกหลักของตลาดอาเซียนได้ ทั้งๆ ที่เป็นประเทศแหล่งผลิตสินค้าสำคัญหลายรายการ
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สรุปผลวิเคราะห์ ประเมิน 1 ปี ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2553 ซึ่งทยอยเปิดเสรีการค้า 6 ประเทศ คือ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน พบว่า มูลค่าการค้าระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียน สิงคโปร์ยังเป็นประเทศผู้ส่งออกหลัก มีมูลค่าการส่งออกรวมของประเทศอยู่ที่ 106,605 ล้านเหรียญสหรัฐ
ลำดับ 2 คือ มาเลเซีย มูลค่าการค้า 50,518 ล้านเหรียญสหรัฐ ลำดับที่ 3 ไทย 44,328 ล้านเหรียญสหรัฐ และอินโดนีเซีย 33,348 ล้านเหรียญสหรัฐ จากมูลค่าการค้าร่วมของอาเซียนทั้งหมด 260,059 ล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่มูลค่านำเข้าของอาเซียน พบว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่นำเข้าสูงสุดคิดเป็น 74,700 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากเป็นประเทศที่มุ่งการค้าไม่เน้นการผลิต ส่งผลให้สิงคโปร์ได้ดุลการค้า 31,906 ล้านเหรียญสหรัฐ ได้ดุลการค้าอันดับหนึ่งของอาเซียน ตามด้วยไทย มูลค่านำเข้า 30,678 ได้ดุลการค้า 13,600 ล้านเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม หลังเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน พบว่า มีประเทศที่มีส่วนแบ่งตลาดในอาเซียนเพิ่มขึ้นเพียง 3 ประเทศ คือ ไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย โดยไทยมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในอาเซียน ในสินค้าส่งออกหลัก 18 รายการ โดยเพิ่มถึง 35.8% ส่วนแบ่งตลาดสินค้าเกษตรเพิ่ม 22.09% และอุตสาหกรรมเพิ่ม 13.70%
สินค้าที่มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นสูงสุดคือ สินค้ามันสำปะหลัง สิ่งทอและสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วน
ปัจจัยสำคัญมาจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศอาเซียน ขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก 1.7% ในปี 2552 เพิ่มขึ้นเป็น 6.5% ทำให้รายได้ของประชากรอาเซียนสูงขึ้น ส่งผลให้หันมาซื้อสินค้าไทยมากขึ้น เนื่องจากสินค้าไทยคุณภาพดี
ประเทศที่มีส่วนแบ่งการตลาดรองลงมาคือ เวียดนาม ที่มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น 5.3% และอินโดนีเซีย 3.9% ซึ่งเวียดนามแม้จะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็นอันดับ 2 แต่กลับมีอัตราการขยายตัวของการส่งออกไปอาเซียนเพิ่มขึ้นเพียง 9.3% เนื่องจากสินค้าส่งออกสำคัญของเวียดนามคือ ปิโตรเลียมและถ่านหินส่งออกได้น้อยลง
อย่างไรก็ดี แม้ว่าเปิดเสรีการค้าอาเซียนมา 1 ปี ไทยจะมีส่วนแบ่งการตลาดในอาเซียนมากที่สุด แต่หากพิจารณามูลค่าการส่งออก สิงคโปร์ยังเป็นประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกสินค้ามากที่สุด หากไทยยังไม่ปรับปรุงนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ในอนาคตไทยแม้จะมีส่วนแบ่งตลาดในอาเซียนเพิ่มขึ้น แต่จะเป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราชะลอตัว และแต่ละประเทศจะยังครองตลาดในสินค้าเดิม โดยที่ไทยไม่สามารถเข้าไปเบียดแย่งได้
แนวทางการแก้ไขก็คือ รัฐบาลจะต้องเข้าไปเจรจาให้บางประเทศลดเงื่อนไขการนำเข้า เช่น อินโดนีเซีย ที่ยังไม่เปิดตลาดข้าวหอมมะลิให้ไทย ทั้งที่ประชาชนมีศักยภาพที่จะซื้อ อินโดนีเซียอ้างว่าประเทศเขาผลิตได้ หรือปัญหาเม็ดพลาสติกที่ไทยส่งออกไปอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น เนื่องจากอินโดนีเซียผลิตได้ไม่เพียงพอกับการบริโภค ทำให้ต้องการใช้นโยบายปกป้องการค้า หรือเซฟการ์ด และขณะนี้เรื่องนำไปสู่องค์การการค้าโลก แทนการใช้เวทีอาเซียนในการเจรจาหาข้อยุติ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับตลาดในอาเซียนน้อยมาก จะเห็นว่าในขณะที่ผู้นำในพม่ามีการเปลี่ยนแปลงแล้ว ทั้งผู้นำจีน ผู้นำเวียดนามไปแสดงความยินดีแต่ปรากฏว่าผู้นำของไทยยังไม่ไป ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่พบว่าในตลาดของพม่า หรือลาวมีแต่สินค้าจากจีนและเวียดนามเต็มไปหมด
ขณะที่สินค้าไทยจะพบว่าวางจำหน่ายน้อยมาก โอกาสทางการตลาดจึงหายไปจากสาเหตุนี้ด้วย ซึ่งต้องมองให้ไกลว่าหลังปี 2558 ไทยจะวางตำแหน่งตนเองไว้ที่ตรงไหน







