บล.ฟิลลิป เชียร์กองทุน ASP-GOLD
กองทุนทองคำมีมากมาย แต่กองทุน ASP-GOLD มีจุดเด่นที่ค่าใช้จ่ายต่ำและมีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนด้วย
กองทุนทองคำมีมากมาย แต่กองทุน ASP-GOLD มีจุดเด่นที่ค่าใช้จ่ายต่ำและมีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนด้วย
กองทุนทองคำที่แนะนำ คือ กองทุน ASP-GOLD ของ ASP Fund Management ซึ่งมีค่าใช้จ่ายกองทุนต่อปีต่ำ มีการลงทุนใน SPDR ถึง 98.96% ของ NAV และมีนโยบายการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ภายใต้สถานการณ์ที่ราคาทองคำและค่าเงินดอลลาร์มีทิศทางการปรับตัวผกผันกัน และค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าเทียบกับดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม หากดูทางด้านของอัตราผลตอบแทนล่าสุดแล้ว I-GOLD ของ MFC ดูจะให้ผลตอบแทนได้ดีในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีสัดส่วนการลงทุนใน SPDR ที่ 94.67% ของ NAV ทั้งนี้กอง I-GOLD ปัจจุบันมีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ กองทุนที่แนะนำอีกกองที่ให้ผลตอบแทนได้ไม่แพ้ 2 กองข้างต้นและมีขนาดกองทุนที่ใหญ่พอสำหรับนักลงทุนรายใหญ่ รวมถึงเป็นกองที่มีการจ่ายปันผลเหมาะสำหรับนักลงทุนประเภทสถาบันในการลงทุน คือ KGOLD ของ K-Asset โดยมีการจ่ายปันผลในปีที่แล้ว 2 ครั้ง รวม 0.80 บาท
ลักษณะของกองทุนทองคำ และข้อแตกต่างในแต่ละกอง
กองทุนทองคำกองแรกถูกตั้งขึ้นตั้งแต่ 2 ธ.ค. 2548 โดย บลจ. ทหารไทย (TMBAM) ภายใต้ชื่อกองทุน TMBGOLD Fund จนในปัจจุบันมีกองทุนทองคำทั้งหมด 7 กองทุน และ 2 กองที่เป็น RMF (ดูตารางกองทุนด้านหลัง) ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าลักษณะของกองทุนจะมีลักษณะที่ใกล้เคียงกันโดยเป็น Feeder Fund และเกือบทั้งหมดมีการบริหารกองทุนในลักษณะเป็น Passive Management ที่ลงทุนใน Master Fund ตัวเดียวกันคือ SPDR Gold Trust เป็นกองทุนทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก เริ่มดำเนินงานตั้งแต่พฤศจิกายน 2547 มีลักษณะเป็นกองทุน ETF จดทะเบียนอยู่ใน 4 ตลาดหลักได้แก่ สหรัฐฯ (NYSE), ญี่ปุ่น, สิงคโปร์ และฮ่องกง โดยกลไกการทำงานของกองทุน SPDR จะทำการลงทุนในทองคำแท่ง (Gold Bullion) แล้วเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีภายใต้การดูแลของ HSBC bank ทั้งนี้กองทุน SPDR เป็นตัวช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงการลงทุนในทองคำแท่งได้ง่าย และเพิ่มความปลอดภัยในการซื้อขายโดยนักลงทุนไม่จำเป็นต้องถือทองคำแท่งจริงๆ
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้กองทุนทองคำในประเทศแต่ละกองมีความแตกต่างกันหลักๆ มี 3 ประการด้วยกันคือ
1) ตลาดที่ทำการซื้อขาย เนื่องจาก SPDR Gold Trust จดทะเบียนอยู่ใน 4 ตลาดหลักได้แก่ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฮ่องกง บลจ. แต่ละที่จึงมีการเลือกลงทุนในตลาดที่แตกต่างกัน (ดูตารางสรุปด้านหลัง) ซึ่งทำให้สกุลเงินที่ใช้ทำการซื้อขาย และราคาที่ใช้ในการคำนวณ NAV และระยะเวลาในการประกาศ NAV มีความแตกต่างกัน
2) นโยบายในการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน บางกองทุนไม่มีนโยบายการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เช่น AYFGOLD, PGOLD, T-GOLD และ TMBGOLD ส่วนกองทุนที่มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนคือ ASP-GOLD, KGOLD และ I-GOLD (Dynamic) ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วทิศทางราคาทองคำจะปรับตัวสวนทางกับค่าเงินดอลลาร์ หมายความว่าโดยมากแล้ว หากทองคำปรับตัวสูงขึ้น จะเกิดขาดทุนจากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง
3) การลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำ (Gold Future) เป็นการลงทุนเพื่อใช้ในการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ราคาทองคำ โดยกองทุนที่มีลักษณะนี้มีเพียง PGOLD ซึ่งจะลงทุน Gold Future ในตลาดฮ่องกง ซึ่งมองในแง่นโยบายเรามองว่า จะส่งผลดีในระยะยาว หากสามารถป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของทองคำได้ถูกจังหวะ
อย่างไรก็ตามกองทุน PGOLD เริ่มดำเนินการเมื่อไม่นานมานี้ ผลการดำเนินงานของกองทุนยังคงต้องได้รับการพิสูจน์จากกราฟเทียบอัตราผลตอบแทนในการลงทุนในทองคำแท่งในประเทศ และกองทุนทองคำทั้งแบบไม่มีการป้องกันความเสี่ยงและแบบที่มีการป้องกันความเสี่ยงจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีความแตกต่างกันไม่มากนัก โดยในช่วงที่ดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 2552 (2009) จะเห็นว่ากองทุนที่มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าทั้งทองคำแท่งในประเทศและกองทุนที่ไม่มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งเป็นผลจากการไม่มีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน
การลงทุนในทองคำแท่งยังไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา และความเสี่ยงที่เกิดจากการสูญหาย ซึ่งในแต่ละบุคคลมีไม่เท่ากัน กองทุนทองคำจึงเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความสะดวกในการลงทุนเก็งกำไรทองคำ และซื้อทองคำเพื่อการลงทุน


