
Palace โรงแรมระดับเวียงวัง
เวลาพูดถึงการจัดเรตติ้งโรงแรม เรามักจะพูดกันเป็นดาว เช่น โรงแรมระดับ 3 ดาว 5 ดาว
เวลาพูดถึงการจัดเรตติ้งโรงแรม เรามักจะพูดกันเป็นดาว เช่น โรงแรมระดับ 3 ดาว 5 ดาว
โดย..ฐาปนา
หรือตอนนี้บางโรงแรมก็บอกว่า ตัวเองเป็นโรงแรมหรูไปตั้งระดับ 7 ดาว ก็เรียกว่าหรูหรากันมากขึ้นไปเรื่อยๆ
แต่เรตติ้งที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ เป็นยิ่งกว่าดาว แต่เป็นการคัดสรรจากหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวของฝรั่งเศส และให้เครื่องหมาย Palace หรือพระราชวังแก่โรงแรมที่ผ่านการคัดสรรมาแล้วว่า สุดยอดของสุดยอด ซึ่งในตอนนี้เพิ่งจะมีโรงแรมเพียง 8 แห่งทั่วประเทศที่ได้รับเกียรติให้ได้เครื่องหมายอันทรงคุณค่านี้ ซึ่งไม่ใช่ได้แล้วได้เลย แต่จะต้องมีการตรวจวัดกันใหม่ทุกๆ 5 ปี เรียกว่า หากทำพลาด ก็อาจโดนยึดเครื่องหมายสำคัญนี้ได้
ผู้บริหารด้านการท่องเที่ยวของเมืองน้ำหอมบอกว่า เครื่องหมาย Palace จะเป็นการสร้างความแตกต่างให้นักท่องเที่ยวได้เห็นชัดๆ ว่า ฝรั่งเศสมีดีเหนือกว่าประเทศอื่นๆ เป็นการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ ในฐานะดินแดนแห่งความเลิศหรูอลังการ มีประเพณี วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ แบบที่ยากจะหาประเทศไหนมาเลียนแบบได้
โรงแรมที่ผ่านการคัดสรรให้ได้รับเครื่องหมาย Palace ประกอบด้วย Meurice และ PlazaAthenee ซึ่งโรงแรมทั้งสองแห่งนี้เป็นของสุลต่านแห่งบรูไน นอกจากนั้นยังมี Bristol ซึ่งเป็นโรงแรมที่เจ้าของเป็นครอบครัวชาวเยอรมัน
ถัดไปคือ The Park Hyatt Paris Vendome กิจการของเครือไฮแอท, Grand Hotel du Cap Ferrat, LVMH’s Cheval Blanc, Les Airelles และ L’Hotel du Palais
สำหรับเกณฑ์ในการพิจารณาให้เครื่องหมาย Palace นี้ จะคำนึงถึงที่ตั้งของโรงแรม ความสำคัญด้านประวัติศาสตร์ ความสะดวกสบายของห้องพัก การบริการในระดับที่ดูแลลูกค้าเป็นรายบุคคล อุปกรณ์อำนวยความสะดวกด้านสุขภาพ และสปา รวมไปถึงการที่พนักงานบริการจะต้องพูดได้หลายภาษาด้วย
อย่างไรก็ตาม การให้เครื่องหมาย Palace นี้ อาจจะทำให้หลายคนผิดหวัง เพราะโรงแรมชื่อดังระดับประเทศอีกหลายแห่งไม่ได้กับเขาด้วย เช่น Ritz ในปารีส โรงแรมที่โด่งดังมานาน ขนาดที่เจ้าหญิงไดอานาผู้ล่วงลับยังเคยมาประทับในคืนสุดท้ายของชีวิต เช่นเดียวกับ Four Seasons George V และ Negresco ที่พลาดไปหมดเหมือนกัน เรียกว่า แค่ดังยังไม่พอที่จะได้ครองเครื่องหมายสำคัญนี้
Didier Le Calvez หัวหน้าผู้บริหารโรงแรม Bristol บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า เครื่องหมาย Palace ที่ได้มา น่าจะเป็นการช่วยเสริมฐานะทางการค้า สร้างสถานภาพของโรงแรมให้สูงขึ้น และคิดว่า นอกจากฝรั่งเศสแล้ว ประเทศอื่นๆ ก็อาจจะคิดอยากทำแบบนี้บ้างเหมือนกัน เช่น สหรัฐอเมริกา หรืออังกฤษ หรือประเทศไหนก็ตามที่คิดว่ามีโรงแรมอันมีชื่อเสียงมายาวนานแบบฝรั่งเศส ก็สามารถเลียนแบบได้
เครื่องหมาย Palace เป็นเครื่องหมายสำหรับโรงแรมที่มีการริเริ่มคิดจะทำกันมาตั้งแต่ ค.ศ. 2009 เพื่อมุ่งหวังที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะที่ต้องย้ำคือ นักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก
Frederic Lefebvre รัฐมนตรีผู้กำกับดูแลการท่องเที่ยวฝรั่งเศส บอกว่า Palace เป็นเหมือนคำในจินตนาการ ที่ทำให้สามารถนึกฝันถึงสิ่งที่มีคุณค่า และด้วยคำนี้ก็สามารถช่วยเชื้อเชิญให้คนเดินทางมาเที่ยวฝรั่งเศสได้ และแม้ในขณะนี้จะมีโรงแรมเพียง 8 แห่งที่ได้เครื่องหมายนี้ แต่ในอนาคตน่าจะมีโรงแรมอื่นๆ ได้เครื่องหมายนี้เพิ่มมากขึ้น และในตอนนี้ก็มีผู้ประกอบการโรงแรมที่เสนอตัวเพื่อขอให้คณะกรรมการได้ไปพิจารณาแล้วว่า สมควรจะได้เครื่องหมายกับเขาหรือเปล่า เช่น โรงแรม Royal Monceau ซึ่งเป็นธุรกิจของกลุ่ม Raffles จากสิงคโปร์ และโรงแรม ShangriLa อันเป็นเครือข่ายมาจากฮ่องกง ซึ่งก็ต้องรอดูกันว่าจะได้ครองเครื่องหมาย Palace กับเขาหรือเปล่า
ถึงตอนนี้ก็ยังคงจะเร็วเกินไปที่จะบอกว่า การออกเครื่องหมาย Palace มาเป็นเรตติ้งใหม่ของธุรกิจโรงแรมในแบบที่ฝรั่งเศสทำนี้ จะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่ก็นับว่าเป็นการริเริ่มที่ดีในการนำจุดเด่นของตนเองมาเสริมด้านการท่องเที่ยว เพราะคนทั่วโลกก็รู้อยู่แล้วว่า เมืองน้ำหอมแห่งนี้เป็นประเทศที่เน้นเรื่องความหรูหรา อลังการ ไม่ได้เน้นที่อยากจะดึงดูดนักท่องเที่ยวกระเป๋าแห้ง แต่อยากได้เฉพาะนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก และการที่จะตอบสนองนักท่องเที่ยวผู้รุ่มรวยได้ ก็จะต้องมีความหรูหราปานพระราชวังไว้รองรับ
จริงอยู่ว่า นักท่องเที่ยวระดับมหาเศรษฐีนั้น มีไม่มากนักในโลก แต่ก็เป็นจำนวนที่เพียงพอสำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ต้องการเงินเข้าประเทศ แนวคิดของผู้บริหารการท่องเที่ยวแห่งฝรั่งเศสนี้จึงน่าสนใจ และที่น่าปรบมือให้อีกอย่างคือ Palace ไม่ได้ให้กันเฉพาะที่ความเลิศหรู แต่ยังให้คะแนนด้านความสำคัญและประวัติศาสตร์อันยาวนานเป็นเรื่องหลักด้วย เพราะประเทศในยุโรปที่เก่าแก่หลายๆ ประเทศรู้ดีว่า อารยธรรม และประวัติศาสตร์ของตัวเองเป็นสิ่งที่ “ขายได้”
บ้านเรา แม้เราไม่ได้เน้นเรื่องอลังการขนาดยิ่งใหญ่เหมือนฝรั่งเศส แต่เราก็สามารถใช้ประวัติศาสตร์ อารยธรรม วัฒนธรรมของเราเป็นจุดขายได้เหมือนกัน และจะขายได้ดี และยั่งยืนมากกว่าภาพลักษณ์ที่ฉาบฉวยเรื่องความสนุกสนาน การเที่ยวกลางคืน ฯลฯ ซึ่งตอนนี้หลายๆ แหล่งท่องเที่ยวของเราก็เริ่มพัฒนาการท่องเที่ยวในแบบนี้แล้ว และเชื่อเหลือเกินว่าจะประสบความสำเร็จแน่นอน แม้จะช้ากว่าการพัฒนาแหล่งบันเทิง แต่ก็จะชัวร์กว่าในระยะยาวแน่นอน







