posttoday
หุ้นตกครั้งนี้ ถือเป็น “จุดเปลี่ยน” หรือ “แค่พักฐานชั่วคราว”

หุ้นตกครั้งนี้ ถือเป็น “จุดเปลี่ยน” หรือ “แค่พักฐานชั่วคราว”

09 พฤษภาคม 2554

 

 

คำถามฮอทช่วงนี้ คือ การปรับตัวลงของตลาดหุ้นอีเมอร์จิ้ง รวมถึงหุ้นไทย ถือว่าเป็น “จุดเปลี่ยน” หรือ “แค่พักฐานชั่วคราว” ? 

โดย... พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ

คำถามฮอทช่วงนี้ คือ การปรับตัวลงของตลาดหุ้นอีเมอร์จิ้ง รวมถึงหุ้นไทย ถือว่าเป็น “จุดเปลี่ยน” หรือ “แค่พักฐานชั่วคราว” ?

ก่อนจะตอบคำถามนี้ ลองสำรวจดูก่อนว่า ทำไมกลุ่มที่มองโลกด้านลบจึงมีจำนวนเพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็ว กลุ่มนี้กำลังมองว่า การปรับตัวแรงสัปดาห์ก่อนอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยว่า การปรับฐานครั้งใหญ่ของตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังจะเกิดขึ้น กลุ่มนี้จึงพยายามเน้นขายก่อนช้อนทีหลัง ตัวแปรที่เปลี่ยนไป มีดังนี้

1) ธนาคารกลางยุโรปกลับลำ ส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังเห็นเงินยูโร แข็งเร็วเกินไป เพราะเกรงว่า ถ้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องเร็วๆ อาจซ้ำเติมเศรษฐกิจยุโรปที่การฟื้นตัว ยังเปราะบางอยู่ ขณะที่วิกฤติเศรษฐกิจกรีซย่ำแย่ลงอีก จนมีข่าวลือว่า กรีซเตรียมถอนตัวจากเงินยูโร (ข่าวลือนี้ถูกปฎิเสธในเวลาต่อมา โดยที่ประชุมระดับรัฐมนตรีของสหภาพยูโร)

เงินยูโรตอบสนองเชิงลบ อ่อนค่าลงทันที และดันเงินดอลลาร์ที่ก่อนหน้านี้ร่วงยาวแตะจุดต่ำสุด ในรอบ 3 ปี ดีดกลับอย่างรวดเร็ว เมื่อผนวกับข่าวการเสียชีวิตของบิล ลาดิน ยังผลให้เกิดการขายทำกำไร สินทรัพย์เสี่ยงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดหุ้นอีเมอร์จิ้ง โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น หุ้นพลังงานและปิโตเคมี

ดัชนี S&P GSCI ที่ใช้วัดราคาสินค้าโภคภัณฑ์ 24 ประเภท ร่วง 11% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นับเป็นการปรับตัวแรงสุดในรอบเกือบ 2 ปีครึ่ง ในช่วงเวลาเดียวกันซิวเวอร์หรือเงินทรุดแรงถึง 27% ขณะที่น้ำมันร่วงแรง 15%

การร่วงแรงของสินค้าโภคภัณฑ์พร้อมๆ กัน ทำให้เกิดการเรียกหลักประกันเพิ่มเติมจากนักลงทุน ในตลาดฟิวเจอร์และนักลงทุนที่กู้ยืมเงินจากบัญชีมาร์จิ้น แรงขายสินทรัพย์เสี่ยง เพื่อหาเงินสดมาเติม หลักประกันได้สร้างความปั่นป่วนไปทั่วตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ และตลาดหุ้นอีเมอร์จิ้งในสัปดาห์ที่ผ่านมา และอาจจะเกิดขึ้นอีก หากราคาสินทรัพย์เสี่ยงยังไม่หยุดร่วง ช่วงนี้จึงต้องติดตามการเคลื่อนไหวของ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างใกล้ชิด

2) นักลงทุนปรับลดการคาดการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก หลังกลุ่มประเทศ G3 ที่ประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ส่งสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่จีน ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ตลอดจนอินเดียและชาติกำลังพัฒนาต่างคุมเข้ม นโยบายการเงินต่อเนื่องเพื่อต่อสู้กับภัยเงินเฟ้อ ซึ่งมีผลข้างเคียงทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงเช่นกัน

ช่วงกลางสัปดาห์ก่อน ตัวเลขการจ้างงานในสหรัฐอเมริกาที่สำรวจโดย ADP ชี้ว่า การจ้างงาน ในเดือนเมษายนจะเพิ่มขึ้นน้อยกว่า 2 แสนตำแหน่ง ประกอบกับเครื่องชี้เศรษฐกิจหลายตัวชี้ว่า การฟื้นตัว ของสหรัฐเป็นไปอย่างเชื่องช้า ทำให้นักลงทุนจำนวนมากปรับลดมุมมองต่อเศรษฐกิจสหรัฐลงไปอีก

อย่างไรก็ดี ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐที่ออกมาในวันศุกร์ สูงถึง 244,000 ตำแหน่ง ดีกว่าที่ตลาดคาดไว้มาก รวมถึงมีการปรับเพิ่มตัวเลขของ 2 เดือนก่อนหน้าด้วย ตัวเลขนี้ ช่วยหนุนตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรปให้หยุดการปรับฐานที่เกิดขึ้นมา 4 วันก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมัน ไนเม็กซ์ยังคงร่วงต่ออีก 2.6% ในวันศุกร์ มาปิดอยู่ที่ 97.18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ข้างต้นคือความเสี่ยงจากภายนอก แต่บ้านเรายังมีความเสี่ยงเฉพาะตัวคือ “การเมืองไทย” แม้ว่าการยุบสภาจะเกิดขึ้นแน่ แต่ผลการเลือกตั้งยังมีความไม่แน่นอนสูง

จากการสำรวจพบว่า นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ เชื่อว่าประชาธิปัตย์จะได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ส่งผลให้ดำเนินนโยบายมีความต่อเนื่อง เศรษฐกิจดี การเมืองมีเสถียรภาพ หากเป็นเช่นนี้ ตลาดหุ้นมีโอกาสวิ่งยาว

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวลือทางการเมืองเยอะ อย่างไรก็ดี เชื่อว่า ไม่เกินสัปดาห์นี้คงจะยุบสภา ซึ่งจะช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองลงระดับหนึ่ง การเมืองไทยจะเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง ตลาดหุ้นจะแกว่งตามการคาดการณ์ผลการเลือกตั้ง

ตัวแปรข้างต้นอาจทำให้เกิดการปรับฐานต่อในช่วงสั้น ช่วงนี้จึงต้องติดตามการเคลื่อนไหวของ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ดี ผมเห็นว่า ไม่ได้ทำให้ภาพระยะยาวเปลี่ยนไปมากนัก ผมยังเชื่อว่า หลังการปรับฐาน ต่อให้ดัชนีร่วงแรงมาถึงแถว 1000 จุด ตลาดจะฟื้นตัวขึ้นและกลับขึ้นมา ยืนเหนือ 1200 จุด ได้อีกครั้งก่อนสิ้นปี ด้วยเหตุผลเดิม ที่ได้เคยนำเสนอไว้

กล่าวคือ เศรษฐกิจของอีเมอร์จิ้งมาร์เกตขยายตัวเร็วกว่าของชาติที่พัฒนาแล้วเป็นเท่าตัว การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทำมาระยะหนึ่งแล้ว และจะเริ่มชะลอการปรับขึ้นในช่วงไตรมาส 3 นี้ นอกจากนั้น หลังงบไตรมาสแรกออกมาเรียบร้อย เชื่อว่า จะเกิดการปรับขึ้นประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียน ที่ปัจจุบันมองกันอยู่ที่โต 12% ในปีนี้ หากปรับขึ้นเป็น 1517% นักลงทุนจะยอมรับค่าพีอีที่สูงขึ้น

กำลังซื้อภายในประเทศจะมีบทบาทขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงหลายปีข้างหน้า เนื่องจากไทยยู่ในช่วงต้นของวัฎจักรการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ ขณะที่รายได้ของเกษตรกรโตดีมาหลายปีแล้ว อันเป็นผลจากการนำพืชสำคัญมีราคาดีมาก เช่น ปาล์มน้ำมัน อ้อย มันสำปะหลังและยาง นอกจากนั้น การปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ เงินเดือนทั้งภาคเอกชน และราชการที่เพิ่มมากกว่าเงินเฟ้อ ทำให้คนไทยมีรายได้สูงขึ้นช่วยชดเชยผลกระทบจากน้ำมันแพง ได้บางส่วน

ราคาน้ำมันที่ร่วงแรง แม้จะเป็นลบต่อหุ้นใหญ่ในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี แต่สุทธิแล้ว เป็นบวกต่อเศรษฐกิจไทย

หุ้นยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ปรับความเสี่ยงแล้วคุ้มค่าต่อการลงทุนในระยะยาว การปรับฐานที่กำลังเกิดขึ้นจึงน่าจะเป็นโอกาสของการทยอยซื้อสะสม โดยมีแนวรับแถว 1028 และ 1000 จุด ตามลำดับ

 

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่