
"กานต์" แนะพัฒนา 3 ด้านพาเศรษฐกิจโตยั่งยืน
"กานต์ ตระกูลฮุน" เปิดมุมมองอนาคตไทยจะโตยั่งยืนได้ต้องพัฒนา 3 ด้าน เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร-ต่อยอดภาคบริการ-ขยายภาคอุตสาหกรรม
"กานต์ ตระกูลฮุน" เปิดมุมมองอนาคตไทยจะโตยั่งยืนได้ต้องพัฒนา 3 ด้าน เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร-ต่อยอดภาคบริการ-ขยายภาคอุตสาหกรรม
นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่เครือซีเมนต์ไทย (เอสซีจี) กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "มองข้างหน้าเพื่ออนาคต ในมุมมองกานต์" ในงานโพสต์ทูเดย์ อินเวสต์เม้นท์ เอ็กซโป 2010 ว่า ประเทศไทยจะเติบโตอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องปรับตัวให้พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยการเพิ่มมูลค่าภาคการเกษตร ต่อยอดภาคบริการ และขยายภาคอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ในอนาคตจะมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลง ประกอบด้วย ความตกลงเขตการค้าเสรี การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ปัญหาโลกร้อนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมถึงวิกฤตพลังงานและอาหาร พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยชนชั้นกลางและสังคมผู้สูงอายุ ความสมดุลของโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว และก้าวไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืน
สำหรับการเพิ่มมูลค่าภาคเกษตรกรรมจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน โดยการบริหารงานแบบครบวงจร เน้นการเพิ่มมูลค่า และให้ภาครัฐสนับสนุนเพื่อสร้างความเข้มแข็ง เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้เกิดการใช้ปุ๋ยดูแลแมลงและศัตรูพืชอย่างเหมาะสม มีการเตรียมรักษาดิน และระบบชลประทาน เพื่อให้เกิดการวางแผนการเพาะปลูกอย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา
ขั้นตอนการปลูกและแปรรูป จำเป็นต้องตั้งเป้าหมายเพิ่มผลผลิต โดยใช้เครื่องมือการเกษตรในการเพิ่มผลผลิต และลดความเสียหาย รวมทั้งพัฒนาวิธีการเก็บรักษา และเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ โดยการปลูกพืชควรจะปลูกพืชหลัก 60-70% ของพื้นที่ และปลูกพืชอื่นๆ ที่สามารถนำมาสร้างมูลค่าได้อีก 30-40% เพื่อให้เกิดความสมดุล และไม่เกิดปัญหาด้านการเพาะปลูก รวมทั้งจัดระบบการขาย การตลาด และกระจายสินค้าอย่างมีระบบ
ด้านการต่อยอดภาคบริการ ควรจะใช้จุดแข็ง เช่น ความงามของวัฒนธรรม ศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวของภูมิภาค ธุรรกิจโรงแรมและร้านอาหาร ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพและความงาม ของไทยมาต่อยอดด้านบริการต่างๆ รวมทั้งขยายรายได้จากกลุ่มคนต่างชาติที่มีโอกาสมาเมืองไทย โดยเฉพาะจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เข้ามาอยู่แบบระยะยาว
สุดท้ายการขยายภาคอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ด้วยการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา และตราสินค้า เนื่องจากไทยไม่มีความได้เปรียบจากแรงงงานต้นทุนต่ำอีกต่อไปการจะเป็นผู้ผลิตที่มีการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าจึงต้องอาศัยการสนับสนุนให้เกิดกระบวนการวิจัยและพัฒนาที่ดี รวมถึงการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาต่อผลงานที่คิดค้นได้
“งบด้านวิจัยและพัฒนาของไทยรวมทั้งของภาคเอกชนและรัฐเมื่อเทียบกับจีดีพีเท่ากับ 0.25% เท่านั้น หากกระทรวงแต่ละแห่งสามารถแบ่งงบประมาณมา 1% เพื่อทำวิจัยและพัฒนา จะทำให้ตัวเลขเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว” นายกานต์ กล่าว
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมจะต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยรัฐและเอกชนต้องให้ความสำคัญและดูแลเอาใจใส่ ซึ่งอาจมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ในภาพรวมจะช่วยลดต้นทุนทั้งระบบ อีกทั้งยังเป็นโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ๆ เช่น ธุรกิจด้านพลังงานทางเลือก เป็นต้น
คลิ๊กชมประมวลภาพงานโพสต์ทูเดย์ทูเดย์ นเวสต์เมนต์ เอ็กซ์โป 2553 ได้ที่นี่
http://www.posttoday.com/รูปภาพ/8566/ประมวลภาพโพสต์ทูเดย์-อินเวสต์เมนต์-เอ็กซ์โป-2553







