
ดอกเบี้ยขาขึ้น ลูกหนี้กระอัก
ข่าวที่สร้างความฮือฮาสัปดาห์ที่ผ่านมา คือการปรับขึ้นดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)
ข่าวที่สร้างความฮือฮาสัปดาห์ที่ผ่านมา คือการปรับขึ้นดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)
เพื่อดูแลเงินเฟ้อโดยไม่สนนโยบายยกเว้นเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลและภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อคุมไม่ให้ราคาน้ำมันดีเซลเกิน 30 บาทต่อลิตร หว่านซื้อใจประชาชนก่อนการเลือกตั้งใหม่
กนง. มีมติขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 2.5% เพิ่มเป็น 2.75% เพื่อดูแลเงินเฟ้อที่ยังสูงขึ้นต่อเนื่อง โดย กนง. มองว่าการเข้าไปอุ้มราคาน้ำมันของรัฐบาลช่วยให้เงินเฟ้อชะลอลงชั่วคราวเท่านั้น โดย นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า มาตรการของรัฐช่วยให้เงินเฟ้อลดลงกว่าที่ควรจะเป็น คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะลดลง 0.7% และเงินเฟ้อพื้นฐานลดลง 0.3% ซึ่งมาตรการนี้น่าจะช่วยให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการภาคการผลิตได้มีเวลาปรับตัวในการรับมือกับภาวะราคาน้ำมันแพงระยะหนึ่ง
แต่หลังหมดมาตรการของรัฐบาล เงินเฟ้อจะกลับมาพุ่งสูงขึ้นมากกว่าปกติด้วยซ้ำ ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องดำเนินนโยบายดอกเบี้ยขาขึ้น เพื่อดูแลให้เงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่อไป
ทันทีที่ กนง. ปรับดอกเบี้ยขึ้น ตลาดเงิน ทั้งธนาคารเฉพาะกิจของรัฐและธนาคารพาณิชย์เอกชน ก็ตอบรับทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นด้วยการปรับขึ้นดอกเบี้ยตามทันทีเช่นกัน ส่งผลให้ดอกเบี้ยเงินฝากมีการปรับขึ้นระหว่าง 0.10-0.25% ต่อปี และปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.12-0.25% ต่อปี
สำหรับผู้มีเงินฝากถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะได้ดอกเบี้ยเงินฝากเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ช่วงนี้ผู้มีเงินฝากเลือกโยกเงินฝากที่เคยฝากยาวๆ หรือฝากในบัญชีออมทรัพย์หันมาฝากประจำระยะสั้น 3 เดือน และซื้อตั๋วเงินฝาก (บีอี) เดือน ก.พ. 2554 เพิ่มขึ้นนับแสนล้านบาท
ทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นยังดึงดูดใจให้นักลงทุนต่างชาติขนเงินเข้ามาเก็งกำไรระยะสั้นในไทยมากขึ้นด้วย เพราะนอกจากจะได้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าแล้ว ยังได้ประโยชน์จากทิศทางการแข็งค่าของเงินบาทด้วย ซึ่งล่าสุดค่าเงินบาทแข็งค่าหลุดกรอบ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ไปเรียบร้อยแล้ว และยังมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องตามสกุลเงินในภูมิภาคที่แข็งค่า สวนทางกับเงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนค่าจากปัญหาการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม แม้ กนง. จะส่งสัญญาณดอกเบี้ยขาขึ้นเพื่อดูแลเงินเฟ้อต่อไป แต่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ก็ยืนยันว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. ไม่กระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพราะเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ และคาดว่าทั้งปีอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 3.25% ซึ่งยังเป็นระดับที่เหมาะสมกับการขยายตัวเศรษฐกิจที่ระดับ 4-5%
ผลของดอกเบี้ยขาขึ้นนั้นได้เกิดความคึกคักในตลาดการเงินเมื่อค่าเงินบาทเริ่มแข็งค่าจนหลุดระดับ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ขณะที่เงินทุนต่างชาติก็ทะลักเข้าไทยอย่างหนัก โดยใน รอบ 4 เดือนที่ผ่านมาเงินนอกทั้งที่เป็นเงินร้อนและและเงินลงทุนทะลักเข้าไทยกว่า 1.2 แสนล้านบาทแล้ว
ผลศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พบว่า มาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันจะชะลอเงินเฟ้อ 0.4% และรักษาการขยายตัวของเศรษฐกิจได้ 0.2% แม้ว่ารัฐจะสูญเสียรายได้จากการลดภาษีสรรพสามิตในช่วง 5 เดือนถึง 4.5 หมื่นล้านบาท แต่ก็ไม่กระทบต่อเสถียรภาพการคลังและเบิกจ่ายงบประมาณในปีนี้
สำหรับราคาทองคำยังพุ่งสูงต่อเนื่อง และแตะ 1,500 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ หรือ 21,350 บาท โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากความกังวลภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก
ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นเหนือระดับ 1,100 จุด ท่ามกลางแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ โดยได้รับผลบวกจากผลประกอบการธนาคารพาณิชย์ไตรมาสแรก ที่ออกมาดีเพิ่มขึ้น 48% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และการเก็งกำไรผลประกอบการไตรมาสแรก 2554 ของกลุ่มอื่นๆ ก่อนที่จะมีแรงขายออกมาในวันสุดท้ายของสัปดาห์ทำให้ดัชนีอ่อนตัว







