
ช.การช่างคาดภาครับเหมาก่อสร้างสะดุดช่วงเลือกตั้ง
ช.การช่าง ระบุภาครับเหมาก่อสร้างอาจสะดุดช่วงสั้น รับเลือกตั้งใหญ่ในประเทศ แถมเจอปัญหาแรงงานตึงตัว-วัสดุก่อสร้างขยับ ต้องสะต๊อกล่วงหน้า คาดรายได้ปีนี้ไม่ต่ำกว่า 1.4 -1.5 หมื่นล้านบาท
ช.การช่าง ระบุภาครับเหมาก่อสร้างอาจสะดุดช่วงสั้น รับเลือกตั้งใหญ่ในประเทศ แถมเจอปัญหาแรงงานตึงตัว-วัสดุก่อสร้างขยับ ต้องสะต๊อกล่วงหน้า คาดรายได้ปีนี้ไม่ต่ำกว่า 1.4 -1.5 หมื่นล้านบาท
นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ช.การช่าง เปิดเผยว่าการเลือกตั้งใหญ่ในประเทศที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอีก1-2 เดือนข้างหน้า อาจจะส่งผลกระทบกับภาครับเหมาก่อสร้างสะดุดในช่วงสั้น เนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใหม่กับรัฐบาลเก่า แต่คาดว่าภาพรวมหลังจากการเลือกตั้งนั้นจะเป็นไปในทิศทางที่ดี เนื่องจากที่ผ่านมาได้รับบทเรียนจากปัจจัยลบทางการเมืองที่ผ่านมา โดยเชื่อมั่นว่ารัฐบาลใหม่จะกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการผลักดันโครงการก่อสร้างการลงทุนขนาดใหญ่
“เราต้องระมัดระวังในการบริหารงานมากขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้น ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อ วัสดุก่อสร้างที่ปรับสูงขึ้น ทำให้จะต้องมีการเจรจากับผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างจำเป็นเพื่อ ล็อกราคาสินค้าไว้ล่วงหน้า ระยะยาวมากขึ้น อย่างเช่นการก่อสร้างรถไฟฟ้า จะต้องมีการล็อกราคาไว้ 3 ปี จนกว่าจะก่อสร้างเสร็จ ขณะที่แรงงานก่อสร้างเริ่มอยู่ในภาวะตึงตัว มีการใช้แรงงานอยู่ที่ 5,000 คน โดยไม่ได้มีการใช้แรงงานต่างด้าว เนื่องจากมีการนำระบบการก่อสร้างสำเร็จรูปมาใช้มากขึ้น ”นายปลิวกล่าว
อย่างไรก็ตามในปีนี้บริษัทฯคาดว่ารายได้จะอยู่ที่ 1.4-1.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปีก่อนมีรายได้อยู่ที่ 9,893 ล้านบาท โดยในปีนี้คาดว่าจะมีงานในมือมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท อาทิ โครงการก่อสร้างก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน 2 สัญญา มูลค่า 1.6 หมื่นล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง สัญญาที่ 1 ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ มูลค่า 1.4 หมื่นล้านบาท โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ มูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ มูลค่า 1.4 หมื่นล้านบาท โครงการฝายน้ำล้นไซยะบุรี ประเทศลาว มูลค่า 1.1 แสนล้านบาท โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก SPP ในนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน มูลค่า 5,200 ล้านบาท เป็นต้น
สำหรับโครงการฝายน้ำล้นไซยะบุรี ในประเทศลาว ที่จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าขนาด 1,280 เมกะวัตต์ ขณะที่ถูกต่อต้านจากกลุ่มเอ็นจีโอ ประเทศเพื่อนบ้านเวียดนามและกัมพูชา ที่เมื่อมีการก่อสร้างจะส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อมและประชาชนนั้น ขณะนี้รัฐบาลลาวสั่งให้เดินหน้าโครงการดังกล่าว โดยจะต้องใช้งบประมาณรวมกว่า 7,000 ล้านบาท ในการทำบันไดสะพานปลา ทางเพื่อให้ตะกอนน้ำผ่าน รวมไปถึงเรือใหญ่น้ำหนัก 500 ตันผ่านได้ และรัฐบาลลาว สั่งให้บริษัท ต้องจ่ายเงินทดแทนให้กับประชาชนลาวที่ได้รับผลกระทบจำนวน 424 ครอบครัว เป็นเงินจำนวน 1,000 กว่าล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการจัดตั้งบริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ ด้วยทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทฯถือหุ้นจำนวน 30% รัฐบาลลาวถือหุ้น 20% บริษัท นที ซิเนอร์ยี่ (ของกลุ่มปตท.) 25% เป็นต้น ปัจจุบันมีเงินทุนจากผู้ถือหุ้นจำนวน 3 หมื่นล้านบาท และจะต้องกู้เงินอีก 8 หมื่นล้านบาท เพื่อมาพัฒนาคาดว่าจะก่อสร้างเสร็จ ภายใน 8 ปีข้างหน้า







