posttoday
Crisis Watch

Crisis Watch

15 เมษายน 2554

อ่านแนวโน้มศก.โลกจากไอเอ็มเอฟ

อ่านแนวโน้มศก.โลกจากไอเอ็มเอฟ

อ่านแนวโน้มเศรษฐกิจโลกจาก IMF

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ออกรายงานประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจโลกประจำปี 2554 ล่าสุดออกมาเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2554 ผมคิดว่าน่าสนใจเลยนำมาสรุปและวิเคราะห์ต่อดังนี้

1) IMF ประเมินว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปีนี้และปีหน้าขยายตัวแข็งแกร่ง คือ ในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวที่ 4.4% และปีหน้าคาดว่าจะขยายตัวที่ 4.5%

ผมมีความเห็นว่าการที่เศรษฐกิจโลกหลังพ้นวิกฤตในปี 2551 ไม่กี่ปีสามารถขยายตัวต่อเนื่อง 2 ปี ในระดับที่เหนือกว่า 4% ต่อปี ซึ่งเป็นระดับการขยายตัวที่สูงมากก่อนวิกฤตนั้น เป็นการบอกว่าสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐและธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ดำเนินการอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งมาตรการการเงินและการคลังอย่างเต็มที่ รวมทั้งชักชวนประเทศต่างๆ ให้ดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจพร้อมๆ กันนั้นได้ผล

กล่าวคือ เศรษฐกิจทั่วโลกรอดพ้นจากหายนะมาได้ แม้จะแลกมาด้วยต้นทุนทางการคลังที่สูงยิ่งก็ตาม แต่การปล่อยให้สถาบันการเงินล้มเป็นทอดๆ โดยไม่เข้ามาแทรกแซงและไม่ดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผลคือเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่หายนะในระดับเดียวกับปี ค.ศ. 1929 ในแง่นี้ผมคิดว่ามาตรการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2551 ถือว่าคุ้มค่ามาก

2) การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในอัตราที่สูงที่ว่านี้เกิดขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ ยุโรป กำลังเผชิญปัญหาการว่างงานในอัตราที่สูงอยู่ แสดงชัดเจนว่าหัวจักรที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนเป็นประเทศกำลังพัฒนาอย่างเต็มที่แล้ว โดยแถวหน้าของหัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน คือ ประเทศกลุ่ม BRICs ได้แก่ บราซิล จีน อินเดีย และรัสเซีย โดยเฉพาะจีนนั้นถือเป็นหัวจักรขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุด

ต่อจากนี้ไปการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจของจีนจะมีผลกระทบต่อทั่วโลกในทุกๆ ด้าน จำเป็นที่ภาครัฐและเอกชนของไทยจะต้องมีข้อมูลสารสนเทศของประเทศจีนที่ลงลึกถึงระดับมณฑลให้เร็วที่สุด และต้องทราบถึงกลุ่มผู้นำทางการเมืองของจีนที่ถัดจากรองประธานาธิบดี สีจิ้นผิง จะเป็นใครหรือกลุ่มใด เพื่อประเมินความสามารถและแนวนโยบายรวมทั้งจุดเด่นของกลุ่มผู้นำรุ่นดังกล่าว ในขณะที่เฉพาะหน้าจะต้องจับตาเรื่องหนี้เสียของธนาคารจีน ซึ่งน่าจะปะทุขึ้นมาในราวปลายปีหน้าเป็นต้นไป ว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจจีนโดยรวมหรือไม่

3) IMF ประเมินว่าความเสี่ยงใหม่ของเศรษฐกิจโลกในตอนนี้ คือ การปรับเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะราคาอาหารและราคาน้ำมัน ซึ่งจะส่งผลกดดันต่อเงินเฟ้อให้สูงขึ้น และอาจจะสร้างปัญหาทางสังคมรวมทั้งบ่อนทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงตรงนี้มากกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งมีประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยเฉพาะน้ำมันที่ดีกว่าประเทศกำลังพัฒนา

ในส่วนของประเทศไทยนั้น ปัญหาเรื่องพลังงานเป็นปัญหาหลักที่แก้ไม่ได้เสียที ทั้งๆ ที่โจทย์นี้เป็นที่รับรู้โดยทั่วไป เพราะเสถียรภาพรัฐบาลไม่มั่นคง ไม่สามารถดำเนินโครงการใหญ่ เช่น รถไฟรางคู่ ซึ่งสามารถเป็นทางขนส่งสินค้าเป็นหลักแทนการใช้ถนน หรือการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยการวางยุทธศาสตร์สนับสนุนพลังงานทดแทนจากพืชและแสงอาทิตย์ รวมทั้งลมนั้น ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะไม่มีใครวางยุทธศาสตร์สนับสนุนต่อ

ผลคือ เมื่อราคาน้ำมันขึ้น วิธีแก้ปัญหาเป็นอย่างเดิม คือ การอุ้มราคาน้ำมันดีเซลผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และภาวนาให้ราคาน้ำมันโลกลงไปเอง วิธีนี้ได้ผลในปี 2551 เพราะเศรษฐกิจโลกพังไปพอดี ราคาน้ำมันจึงลด แต่ ณ ขณะนี้ไม่มีความเสี่ยงใดๆ ที่เศรษฐกิจโลกจะทรุดตัวลงไปอีก ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสจะยืนราคาเหนือกว่า 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นต้นทุนในการดำเนินธุรกิจและกิจกรรมในสังคมไทยจะต้องเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน

4) IMF ประเมินว่าในภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศที่ใช้เงินยูโร (Euro Area) นั้น มีการขยายตัวในอัตราที่ต่ำในปีนี้ คือ คาดว่าจะอยู่ที่ 1.6% และปีหน้าจะอยู่ที่ 1.8% แม้ว่าเศรษฐกิจของเยอรมนีซึ่งเป็นประเทศหลักในกลุ่มผู้ใช้เงินยูโรจะขยายตัวสูงที่ 2.5% ในปีนี้ และที่ 2.1% ในปีหน้าก็ตาม เพราะประเทศอื่นๆ ในกลุ่มยูโรนั้นมีการขยายตัวที่ต่ำกว่าระดับ 2% ทั้งนั้น โดยเฉพาะประเทศที่ฐานะทางการคลังอ่อนแอ เช่น สเปน คาดว่าจะขยายตัวที่ 0.8% ในปีนี้ และที่ 1.6% ในปีหน้า

ผมคิดว่า การขยายตัวในอัตราที่ต่ำของประเทศอื่นในกลุ่มยูโร ยกเว้นเยอรมนี เป็นการสะท้อนว่าปัญหาวิกฤตหนี้สินยุโรปนั้น ในที่สุดจะต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้แน่นอน เพราะเกินวิสัยที่ประเทศเยอรมนีจะแบกรับภาระได้หมด ซึ่งการปรับโครงสร้างหนี้น่าจะเกิดขึ้นในปี 2556 เป็นต้นไป

 

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่