posttoday
Crisis Watch

Crisis Watch

14 เมษายน 2554

มาตรการโลกร้อน บทเรียนของไทย

มาตรการโลกร้อน บทเรียนของไทย

ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมาประเทศพัฒนาแล้ว ดังเช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป เป็นต้น ได้พัฒนามาตรการการควบคุมปัญหาก๊าซเรือนกระจกในหลายรูปแบบ และนำไปสู่การส่งสัญญาณให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมาตรการด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจกในประเทศกำลังพัฒนาตามมา ทั้งนี้เพราะปัญหาความแตกต่างกันของมาตรการ ทำให้ประเทศที่กำหนดมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดจะได้รับผลกระทบอันเนื่องมาจากมาตรการดังกล่าวสร้างต้นทุนในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมให้กับผู้ผลิตในประเทศ ในฉบับนี้จึงเป็นการทบทวนมาตรการของประเทศพัฒนาแล้ว เผื่อจะได้เป็นบทเรียนสำคัญในการพัฒนารูปแบบมาตรการด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจกของของไทย

รูปแบบแรก นั่นคือ มาตรการเชิงการคลัง (Fiscal Measures) ซึ่งเป็นรูปแบบของมาตรการที่ใช้การจัดเก็บภาษีเป็นการควบคุมปัญหาดังกล่าว ดังเช่น กรณีของสหรัฐอเมริกา มีแนวคิดในการกำหนดภาษีด้านสิ่งแวดล้อมที่เรียกว่า BTU หรือการเก็บภาษีต่อหน่วยพลังงานที่ใช้ในการผลิตสินค้า ในกรณีของอังกฤษเรียกว่า Climate Change Levy หรือในกรณีของนอร์เวย์ ก็มีการกำหนดให้เก็บภาษีคาร์บอน มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1991 เป็นต้น

รูปแบบที่ 2 มาตรการเชิงมาตรฐาน (Regulatory Measures) ได้แก่ มาตรการในเชิงมาตรฐานรูปแบบต่างๆ เช่น EU Renewable Electricity Directive ปี ค.ศ. 2001 (Directive 2001/77/EC) ข้อบังคับดังกล่าวกำหนดเป้าหมายเพื่อต้องการให้เกิดการผลิตสินค้าโดยใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ได้แก่ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ ฯลฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 จากพลังงานที่ใช้ทั้งหมด และการผลิตที่ใช้พลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน (Renewable Electricity) เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 จากพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการบริโภคทั้งหมดในปี ค.ศ. 2010 The Renewables Oligation เป็นข้อบังคับที่กำหนดขึ้นโดยประเทศอังกฤษ เพื่อบังคับให้ผู้ผลิตพลังงานต้องใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้ตามเป้าหมาย คือ ร้อยละ 10 จากพลังงานไฟฟ้าที่ได้จากแหล่งพลังงานหมุนเวียนในปี ค.ศ. 2001 นอกจากนี้ยังมีประเทศอื่นๆ ที่ใช้รูปแบบของมาตรการดังกล่าว เช่น ออสเตรีย เบลเยียมอิตาลี เนเธอร์แลนด์ และสวีเดน โดยมีการกำหนดเป้าหมายการใช้พลังงานหมุนเวียนขั้นต่ำ เป็นต้น

รูปแบบที่ 3 มาตรการเชิงเครื่องมือพื้นฐานทางการตลาด (Market–Based Instruments) เช่น ตลาดคาร์บอน (Carbon Market) หรือการค้าใบอนุญาตเพื่อการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Tradable emission certificates) เป็นการใช้กลไกทางการตลาดในการควบคุมการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งในปัจจุบันเครื่องมือดังกล่าว กลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการควบคุมการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในเชิงการเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดต้นทุนของการจัดการก๊าซเรือนกระจก โดยประเทศที่มีการนำมาตรการดังกล่าวมาปฏิบัติแล้ว ได้แก่ U.K. Emissions Trading Scheme (ETS) ประเทศอังกฤษเป็นประเทศแรก ที่นำมาตรการดังกล่าวมาใช้ในระดับประเทศ (EconomyWide GHG Emissions Trading Schemes) ซึ่งเริ่มดำเนินการครั้งแรกในเดือนมี.ค. 2002 มีองค์กรต่างๆ ประมาณ 33 องค์กร เข้าร่วมโครงการโดยสมัครใจ และกำหนดเป้าหมายในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกร่วมกัน ณ สิ้นสุดโครงการ เท่ากับ 3.96 ล้านตัน เทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์ (t CO2e) (Source) หรือในกรณีของ EU Emission Trading Scheme (EU ETS) เป็นตลาดคาร์บอนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดทั้งด้านมูลค่าและปริมาณ และถือเป็นเครื่องมือหลักของสหภาพยุโรปในการควบคุมการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งโครงการ EU ETS จะครอบคลุมอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานในการผลิตเข้มข้นหลักๆ ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อลูมิเนียม กระดาษและเยื่อกระดาษ เป็นต้นจำนวน 12,000 โรงงาน โดยแต่ละโรงงานจะได้รับการแบ่งสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่จะสามารถปล่อยในแต่ละปี โดยโรงงานที่สามารถปล่อยได้น้อยกว่าเป้าหมายสิทธิการปล่อยก็สามารถขายสิทธิที่เหลือแก่โรงงานที่ต้องการปล่อยเพิ่มเติมได้ ทั้งนี้โรงงานต่างๆสามารถใช้สิทธิการปล่อยจากการเข้าร่วมโครงการภายใต้พิธีสารเกียวโต นั้นคือ Joint Implementation และ CDM

รูปแบบสุดท้าย ความตกลงโดยสมัครใจ (Voluntary Agreement) มักถูกใช้ร่วมกับเครื่องมือในการจัดการก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ แต่มีลักษณะพิเศษ คือ มีการเจรจากันโดยตรงระหว่างรัฐบาลหรืออุตสาหกรรม เพื่อมีเป้าหมายร่วมกันในการควบคุมก๊าซเรือนกระจก ในขณะที่มาตรการอื่นๆ จะมีลักษณะของการบังคับเพื่อให้ดำเนินการได้ตามเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต ดังนั้นมาตรการดังกล่าวจึงค่อยข้างมีความยืดหยุ่นมากกว่าในการบังคับ เช่น ประเทศญี่ปุ่น นั้นการเข้าร่วมโครงการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะของความตกลงโดยสมัครใจอยู่แล้ว โดยตัวอย่างของรูปแบบความตกลงโดยสมัครใจของญี่ปุ่น คือ Japan’s Voluntary Action Plan ซึ่งครอบคลุมการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ 82 จากแหล่งอุตสาหกรรมและภาคพลังงาน โดยเป้าหมายของแผน คือ การสร้างความตระหนักแก่ประชาชน ผู้ผลิตรถใน “สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลี” ยังทำความตกลงร่วมกันในการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรถที่ขายในสหภาพยุโรปลงร้อยละ 25 ในปี ค.ศ. 20082009 โดยเทียบกับระดับในปี ค.ศ. 1995 เป็นต้น

มาตรการเหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนที่ผมได้คัดมาให้พอเห็นภาพรูปแบบของมาตรการในการจัดการก๊าซเรือนกระจก สำหรับประเทศไทยนั้น ท่านผู้อ่านคิดว่ารูปแบบของมาตรการในประเทศไทยควรเป็นอย่างไรครับ? และคิดว่าเราพร้อมจะปรับตัวแล้วหรือยัง m

 

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่