posttoday
ธนาคารเพื่อรายย่อยสยายปีก

ธนาคารเพื่อรายย่อยสยายปีก

13 เมษายน 2554

ภายใต้แผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ฉบับที่ 2 หรือมาสเตอร์แพลน 2 ซึ่งเป็นแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินไทยในกรอบ 5 ปี (2553-2557)

ภายใต้แผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ฉบับที่ 2 หรือมาสเตอร์แพลน 2 ซึ่งเป็นแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินไทยในกรอบ 5 ปี (2553-2557)

โดย...ดำรงเกียรติ์ มาลา

ภายใต้แผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ฉบับที่ 2 หรือมาสเตอร์แพลน 2 ซึ่งเป็นแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินไทยในกรอบ 5 ปี (2553-2557) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นั่นคือ การเปิดช่องให้กับธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยทั้งสองแห่ง ได้แก่ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย กับ ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย สามารถขอยกระดับขึ้นเป็นธนาคารพาณิชย์ได้อย่างเต็มรูปแบบ

ก่อนจะเปิดกว้างให้ต่างชาติเปิดสาขาธนาคารได้อย่างเสรี

การเปิดช่องของแบงก์ชาติในครั้งนี้ ส่งผลให้ทั้งธนาคารพาณิชย์และภาคธุรกิจต่างจับตามองไปที่ความเคลื่อนไหวของธนาคารเพื่อรายย่อยทั้งสองแห่ง โดยเฉพาะธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย ที่มีการเพิ่มทุนจนผ่านเกณฑ์และได้ยื่นเรื่องขอปรับฐานะเป็นธนาคารพาณิชย์ไปแล้ว

นอกจากนี้ ในช่วงปลายเดือน เม.ย.นี้ จะมีการเสนอขายหลักทรัพย์ออกใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) จำนวน 1,443.10 ล้านหุ้น เพื่อเพิ่มทุนอย่างต่อเนื่องรองรับการเติบโตภายหลังการปรับฐานะ

ศศิธร พงศธร กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้เสนอขายหลักทรัพย์ที่ออกใหม่ โดยคาดว่าจะเริ่มเปิดจองซื้อหุ้นสามัญได้ภายในเดือนนี้ และจะเริ่มเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ในช่วงกลางเดือน พ.ค.

หลังการเพิ่มทุนจากการทำไอพีโอ จะทำให้บริษัทมีทุนที่เรียกชำระเพิ่มขึ้นจาก 9,928 ล้านบาท เป็น 11,371 ล้านบาท ซึ่งจะนำเงินทุนดังกล่าวไปลงทุนในธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย

“การขายหุ้นไอพีโอจะทำให้ธนาคารจะมีเงินกองทุนมากกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท และมีความพร้อมที่จะยกระดับเป็นธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบมากขึ้น ซึ่งตอนนี้เราได้ยื่นหนังสือขออนุญาตไปที่แบงก์ชาติแล้ว คาดว่ากระบวนการจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ การเป็นยกฐานะขึ้นเป็นธนาคารพาณิชย์ จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงการให้บริการการเงินรูปแบบใหม่ๆ ด้วย” ศศิธร กล่าว

ขณะที่ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย แม้จะยังไม่มีความเคลื่อนไหวที่ชัดเจนในการเลื่อนการยกฐานะขึ้นมา แต่ก็มีความเคลื่อนไหวในการขยายธุรกิจเช่นกัน จากการยื่นข้อเสนอซื้อกิจการ บง.สินอุตสาหกรรม (SICCO) จากธนาคารไทยพาณิชย์ ก่อนที่จะมีการล้มโต๊ะเจรจาไปท้ายที่สุด

สะท้อนให้เห็นถึงแผนการเติบโตทางธุรกิจ ดังนั้นไม่ช้าก็เร็วจะต้องมีการยกฐานะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

มงคล ลีลาธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย กล่าวว่า ธนาคารยังไม่มีแผนที่จะยกระดับขึ้นเป็นธนาคารพาณิชย์ใน 1-2 ปีนี้ โดยจะดำเนินกลยุทธ์เจาะกลุ่มลูกค้ารายย่อยต่อไป

อย่างไรก็ตาม ธนาคารก็มีแผนการเติบโตทางธุรกิจในระยะยาวเช่นกัน โดยตั้งเป้าเพิ่มฐานลูกค้ารายย่อยเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านราย จาก 1 แสนราย ให้ได้ภายใน 5-6 ปี นอกจากนี้ยังสนใจเข้าซื้อกิจการเพื่อขยายธุรกิจในอนาคต

เหตุใดความเคลื่อนไหวขอธนาคารรายย่อยทั้งสองแห่งจึงถูกจับจ้อง ทั้งๆ ที่เป็นเพียงธนาคารขนาดเล็ก?

สำหรับผู้ที่อยู่ในแวดวงธุรกิจจะรู้ดีว่า ในความเล็กนี้ซ่อนความไม่ธรรมดาซ่อนอยู่ เพราะธนาคารทั้งสองแห่งนี้เป็นธุรกิจของ 2 ตระกูลใหญ่ที่มีความร่ำรวยติดอันดับต้นๆ ของประเทศ

ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย เป็นธุรกิจของตระกูลอัศวโภคิน มี อนันต์ อัศวโภคิน เป็นพี่ใหญ่คุมอาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่อย่างแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ คิวเฮ้าส์ เอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ โฮมโปร โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ และโรงแรมอีกหลายแห่ง

ขณะที่ธนาคารไทยเครดิตเป็นธุรกิจของตระกูลไชยวรรณ ที่แม้ ไชย ไชยวรรณ เจ้าพ่อประกันภัยชื่อดังอย่างไทยประกันชีวิต จะทำตัวโลว์โปรไฟล์ แต่ธุรกิจของเขาแต่ละแห่งล้วนแต่ไฮโปรฟิต

นอกจากธุรกิจประกันแล้ว ตระกูลไชยวรรณยังเข้าไปเกาะกุมธุรกิจน้ำเมาหลายชนิด ทั้งเบียร์ไฮเนเก้นและสุราหลากยี่ห้อ

ดังนั้น หากธุรกิจธนาคารซึ่งเป็นแหล่งระดมเงินด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด สามารถยกระดับขึ้นมาแข่งขันกับธนาคารขนาดกลางและขนาดใหญ่ได้มากขึ้น นอกจากผลกำไรจากการให้บริการทางการเงินจะพอกพูนขึ้นแล้ว

ธนาคารนี่แหละจะเป็นตัวกลางในการเอื้ออำนวยต่อการขยายธุรกิจอื่นๆ ภายใต้ปีกของทั้งสองตระกูลอีกด้วย

เนื่องจากธุรกิจหลักของอัศวโภคินและไชยวรรณ ทั้งอสังหาริมทรัพย์และประกันภัยนั้น ล้วนเกื้อกูลกับธุรกิจธนาคารพาณิชย์อย่างพอเหมาะพอเจาะ นับเป็นการเดินหมากได้อย่างชาญฉลาดและแยบยล

โดยเฉพาะในส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของอัศวโภคินที่เคยมีบทเรียนจากวิกฤตปี 2540 จึงรู้ดีว่าในยามที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นคราใด ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะถูกสถาบันทอดทิ้งความช่วยเหลือด้านเงินทุนก่อนเป็นอันดับแรกๆ

การมีธนาคารซึ่งเป็นแหล่งระดมเงินที่ทั้งถูกและเอื้ออำนวยต่อธุรกิจหลักเป็นของตัวเอง ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดและสามารถตอบสนองกับกลุ่มลูกค้าปีละนับแสนล้านบาท

ทำให้นอกจากธุรกิจธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะขนาดกลางและขนาดเล็กจะต้องเริ่มเสียวสันหลัง จากการที่ต้องเสียฐานลูกค้าและส่วนแบ่งการตลาดบางส่วนให้กับน้องใหม่ ที่จะสามารถให้บริการทางการเงินได้มากขึ้น เช่น การให้บริการธุรกรรมระหว่างประเทศ ธุรกิจปริวรรตเงินตรา และการปล่อยสินเชื่อขนาดใหญ่จากเงินทุนที่เพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องมีคำว่าเพื่อรายย่อยเป็นข้อจำกัดอีกต่อไปแล้ว

ในส่วนภาคธุรกิจขนาดใหญ่ที่เป็นคู่แข่งของทั้งสองตระกูลเอง ก็ชักต้องเริ่มหนาวๆ ร้อนๆ เช่นกัน เนื่องจากการระดมเงินผ่านตลาดทุนนั้นมีต้นทุนที่สูงกว่า ครั้นว่ามีเงินถุงเงินถังและต้องการจะเปิดธนาคารขึ้นมาเองก็ใช่ว่าจะทำได้ เนื่องจากปัจจุบัน ธปท.ยังไม่เปิดช่องให้ทำได้

สถานะที่กำลังจะเปลี่ยนไปของธนาคารเพื่อรายย่อยของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จะก่อให้เกิดปรากฏการณ์ตลาดเดือดในธุรกิจธนาคารพาณิชย์จากการโอนถ่ายลูกค้าทางธุรกิจของตระกูลอัศวโภคินอย่างแน่นอน โดยเฉพาะด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย

การมีธุรกิจที่ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำนั้น ล้วนเป็นโมเดลในฝันของนักธุรกิจและมหาเศรษฐีทุกคน รวมไปทั้งการมีแหล่งเงินทุนราคาถูกด้วย

นับจากนี้อาจเป็นนาทีแห่งการนับถอยหลังไปสู่ความมั่งคั่งที่จะทวีคูณขึ้นของทั้งตระกูลอัศวโภคินและไชยวรรณ โปรดติดตาม...

 

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม