posttoday
ดัชนีความรู้สึกไตรมาส 2 แย่ สินค้า-น้ำมันแพง ฉุดกำลังซื้อ

ดัชนีความรู้สึกไตรมาส 2 แย่ สินค้า-น้ำมันแพง ฉุดกำลังซื้อ

08 เมษายน 2554

หลังผ่านไตรมาสแรก ตัวเลขทางเศรษฐกิจ

หลังผ่านไตรมาสแรก ตัวเลขทางเศรษฐกิจ

และการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทยอยเปิดเผยออกมา ซึ่งเป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ ด้วยปัจจัยลบต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งราคาสินค้า น้ำมัน ทำให้ค่าครองชีพผู้บริโภคพุ่งสูงขึ้น

ล่าสุด ศูนย์วิจัยเอแบคนวัตกรรมทางสังคม การจัดการและธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ร่วมกับสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เสนอผลวิจัยเชิงสำรวจ “ดัชนีความรู้สึกผู้บริโภคประจำไตรมาส 1/2554” (ABAC Consumer Index:ACI) โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 25 มี.ค.6 เม.ย.ที่ผ่านมา

ดัชนีความรู้สึกไตรมาส 2 แย่ สินค้า-น้ำมันแพง ฉุดกำลังซื้อ

อุดม หงส์ชาติกุล ผู้อำนวยการโครงการเอซีไอ กล่าวว่า การสำรวจครั้งนี้เก็บข้อมูลจากผู้บริโภค 2,453 ตัวอย่าง อายุระหว่าง 15-60 ปี จาก 12 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ ปทุมธานี ชลบุรี นครราชสีมา อุดรธานี กาฬสินธุ์ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน นครสวรรค์ ประจวบคีรีขันธ์ ภูเก็ตและสงขลา พบว่า จำนวนผู้บริโภคที่รู้สึกว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน “แย่ลง” มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นจาก 58.8% ในไตรมาสสุดท้ายของปีก่อน เป็น 70.8% ในไตรมาสแรกของปีนี้

นอกจากนี้ เมื่อถามถึงสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศในอีก 3 เดือนข้างหน้า พบจำนวนผู้บริโภคที่ระบุว่า “แย่ลง” มีสัดส่วนมากขึ้นเช่นเดียวกัน จาก 41.6% ในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว เป็น 61.1% ในไตรมาสแรกของปีนี้ ขณะที่จำนวนคนที่บอกว่า “ดีขึ้น” มีสัดส่วนลดลงจาก 20.4 มาอยู่ที่ 9.4% เท่านั้น

ผลสำรวจยังพบด้วยว่า รายได้ปัจจุบันของผู้บริโภคที่ระบุว่า “แย่ลง” มีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 49.8% ในไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา เป็น 54.1% ในไตรมาสแรกของปีนี้ และคนที่บอกว่ารายได้ปัจจุบันดีขึ้น มีสัดส่วนลดลงจาก 8.3% มาอยู่ที่ 5.9%

รวมทั้งผู้บริโภคที่ระบุว่า รายได้อีก 3 เดือนข้างหน้าจะ “ดีขึ้น” มีสัดส่วนลดลงเช่นเดียวกัน จาก 18.8% มาอยู่ที่ 10.6% ในไตรมาสแรกของปีนี้ ขณะที่ผู้บริโภคที่บอกว่ารายได้อีก 3 เดือนข้างหน้า จะแย่ลง มีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 32.6% มาเป็น 44.8%

อย่างไรก็ตาม เมื่อจำแนกระดับรายได้ของผู้บริโภค พบว่า คนที่มีรายได้สูงขึ้น จะระบุว่ารายได้ปัจจุบันของตนเอง “ดีขึ้น” ตามไปด้วย โดยพบว่า คนที่มีรายได้มากกว่า 7.5 หมื่นบาทต่อเดือน 21.4% ระบุว่ารายได้ดีขึ้น ในทิศทางตรงกันข้าม กลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้น้อยกว่า 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน ส่วนใหญ่หรือ 56% ระบุว่ารายได้แย่ลง มีเพียง 5.1% เท่านั้นที่ระบุว่ารายได้ดีขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

เมื่อถามถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในอีก 3 เดือนข้างหน้า พบว่า ผู้บริโภคที่คาดว่าราคาจะสูงขึ้น มีจำนวนเพิ่มจาก 78.6% ในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 87.3% ในไตรมาสแรกของปีนี้

นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเอแบค กล่าวเสริมว่า ผลสำรวจที่ได้ครั้งนี้ เป็นเหตุเป็นผลต่อสถานการณ์โดยรวมของประเทศในขณะนี้ การที่ผู้บริโภครู้สึกว่าสถานการณ์เศรษฐกิจแย่ลงเพิ่มขึ้น จากไตรมาสสุดท้ายของปีก่อน เพราะแนวโน้มราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น แม้บางกลุ่มจะปรับขึ้นเงินเดือน ค่าจ้างในปีที่ผ่านมา

“โดยเฉพาะเสียงสะท้อนจากผู้มีรายได้น้อยที่รู้สึกว่าแย่ลง ขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้มากขึ้นจะมองดีกว่า สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวย คนจนยังมีมากขึ้น และปัญหานี้ยังไม่ได้รับการดูแลแก้ไขเท่าที่ควร” นพดล กล่าว

ยิ่งเมื่อจำแนกตามอาชีพ จะยิ่งเห็นความแตกต่าง เพราะกลุ่มข้าราชการและพนักงานบริษัทที่ได้รับขึ้นเงินเดือน ขณะที่กลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้ประกอบอาชีพดังกล่าว ทำให้การกระจายตัวของรายได้ไม่ทั่วถึง เป็นปัญหาที่พรรคการเมืองต้องนำไปพิจารณา เพื่อกำหนดเป็นนโยบายหลักสำหรับการหาเสียงเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นหลังการยุบสภา

ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเอแบค กล่าวด้วยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจหลังเลือกตั้ง คาดว่ายังไม่น่าจะดีขึ้น หากความรู้สึกของผู้บริโภคเป็นอย่างผลสำรวจที่ผ่านมา แม้อาจจะมีเงินสะพัดเข้ามาช่วยกระตุ้นในช่วงเลือกตั้ง แต่เป็นเรื่องระยะสั้น ในระยะยาว พรรคการเมืองที่จะลงศึกเลือกตั้งครั้งนี้ ควรกำหนดเป็นนโยบายและแผนปฏิรูปที่ชัดเจน ทั้งด้านกฎหมาย โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ช่องว่างระหว่างคนรวย คนจนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

“หากสามารถดำเนินการได้ตามนโยบายที่หาเสียงไว้ เชื่อว่าหลังเลือกตั้งสถานการณ์ของประเทศน่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น” นพดล กล่าวทิ้งท้าย

 

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน