
ไออาร์พีซีจ่อขายที่ดินปตท.
แก้ปัญหามาบตาพุดลงทุนไม่ได้ปีนี้หวังกำไรใกล้ปีก่อนปิโตรฯดี
โพสต์ทูเดย์
— ไออาร์พีซี คาดกำไรปีนี้ไม่ต่างจากปีก่อน เหตุราคาน้ำมันแกว่ง ธุรกิจปิโตรเคมีดีขึ้น เล็งขายที่ดินให้ปตท. แก้ลำปัญหามาบตาพุดนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) เปิดเผยถึงแนวโน้มกำไรของบริษัทในปีนี้คาดว่าจะไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากปีนี้ทิศทางราคาน้ำมันค่อนข้างแกว่งตัว และธุรกิจปิโตรเคมีน่าจะดีขึ้นตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีน ดังนั้นผลประกอบการในปีนี้จึงอยู่ที่ความสามารถในการบริหารอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าเปิดตลาดต้นปีที่ระดับ 74 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และขึ้นไประดับสูงถึง 84 เหรียญสหรัฐ ขณะนี้ปรับลดลงมาอยู่ที่ 77 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ต่างจากปี 2552 ซึ่งอยู่ในทิศทางขาขึ้นจากระดับ 37 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในต้นปี มาอยู่ที่กว่า 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
สำหรับราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีน่าจะอยู่ระดับสูง หากกำลังการผลิตปิโตรเคมีในมาบตาพุด 2 ล้านตันไม่สามารถผลิตได้ แต่หากผลิตได้จริงน่าจะช่วยผ่อนคลายราคาขายได้บ้าง
อย่างไรก็ตาม บริษัทกำหนดนโยบายการดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีว่าจะมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นพลาสติกวิศวกรรมเพิ่มขึ้น เพราะมีส่วนต่างกำไร (มาร์จิน) ระดับสูง จากปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นพลาสติกทั่วไป
ล่าสุด บริษัทสามารถคิดค้นการผลิตเม็ดพลาสติกและสารเติมแต่งโพลิเมอร์กลุ่มสไตรีนิค 5 ชนิด คือ เม็ดพลาสติก Green ABS การผลิต AntiBacteria คิดค้น MBS คิดค้น ABS Powder และ AntiDripping
ทั้งนี้ บริษัทยังมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติก (ABS) อีก 6 หมื่นตัน ภายในปี 2555 จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.2 แสนตันต่อปี คาดว่าใช้เงินลงทุนประมาณ 77 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเงินลงทุนส่วนใหญ่มาจากการกู้ อีกทั้งสินค้าดังกล่าวจะเน้นการใช้ภายในประเทศ
“
หลังจากเปิดตัวเม็ดพลาสติกวิศวกรรมไปแล้ว 5 ตัว ยังมีแผนจะเปิดอีก 5 ตัวภายในปีนี้ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่เป็น Green ABS จะมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้น 300% เมื่อเทียบกับอัตรากำไรขั้นต้นของสินค้า ABS เดิม โดยปัจจุบันราคา ABS ยังอยู่ในระดับที่ดีที่ประมาณ 1,400 เหรียญต่อตัน” นายไพรินทร์ กล่าวกรรมการผู้จัดการ IRPC กล่าวว่า ตามแผนงบลงทุนของบริษัท 5 ปี จะใช้เงินลงทุนประมาณ 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งโดยปกติจะมีการทบทวนทุกปีอยู่แล้ว และมีความเป็นไปได้ว่าเมื่อบริษัท ปตท. (PTT) บริษัทแม่มีปัญหากรณีมาบตาพุด ขณะที่บริษัทมีที่ดินว่างเนื้อที่ประมาณ 1.5 หมื่นไร่ ซึ่งไม่ได้พัฒนาใดๆ และพื้นที่หลายพันไร่อยู่ในเขตประกอบการอุตสาหกรรม อาจมีการขายที่ดินเหล่านี้ให้กับกลุ่มปตท. เพื่อใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคตก็เป็นได้
นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) กล่าวถึงผลการดำเนินงานในปี 2553 ว่า บริษัทคาดว่าจะเติบโตในทิศทางเดียวกับปริมาณการขายปิโตรเลียมที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.54 แสนบาร์เรลต่อวัน จากปี 2552 ที่ 2.32 แสนบาร์เรลต่อวัน และราคาขายน้ำมันเฉลี่ยเพิ่มเป็น 72 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ปีก่อนอยู่ที่ 6162 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล







