
เลียบแบบให้สำเร็จ
เมื่อคราวก่อน ผมพูดถึงการเลียนแบบว่า ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นการเลียนแบบไอดอลทางธุรกิจ
เมื่อคราวก่อน ผมพูดถึงการเลียนแบบว่า ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นการเลียนแบบไอดอลทางธุรกิจ
ด้วยการศึกษาว่า คนเก่งๆ ที่ประสบความสำเร็จ เขาทำกันอย่างไร อะไรคือเคล็ด (ไม่) ลับที่ทำให้ธุรกิจเจริญก้าวหน้า
มาวันนี้ ผมอยากจะพูดถึงการเลียนแบบอีกอย่างหนึ่ง คือ การเลียนแบบตัวธุรกิจเลยทีเดียว
อย่างที่เคยบอกครับว่า ในความคิดปกติทั่วไป ผู้คนมักจะคิดว่า การเลียนแบบเป็นสิ่งไม่ดี และผมก็เห็นด้วยว่า หากเป็นการ “ละเมิดสิทธิ” ก็ไม่สมควร แต่ในทางการค้านั้น มีหลายอย่างที่เราสามารถเลียนแบบได้โดยไม่ผิด ขอเพียงแต่เราจะต้องมีสายตากว้างไกล
แล้วอะไรคือละเมิด หรืออะไรคือการเลียนแบบอย่างสร้างสรรค์ละครับ
ผมอยากยกตัวอย่างง่ายๆ หากเราเห็นกางเกงยีนส์ยี่ห้อลีวายส์ขายดิบขายดี เราก็เลยผลิตกางเกงยีนส์แล้วปะยี่ห้อลีวายส์ลงไปด้วย แบบนั้นเป็นการเลียนแบบที่ผิดแน่ๆ ครับ ผิดกฎหมายอย่างจัง และไม่แนะนำให้ทำเลย
แต่ในทางธุรกิจนั้น เราสามารถเลียนแบบในลักษณะอื่นๆ ได้ สมมติว่า ท่านผู้อ่านเคยเดินทางไปต่างประเทศ แล้วเห็นเขาขายอาหารบนชานชาลารถไฟ ก็น่าเก็บมาคิดนะครับว่า เราจะสามารถเลียนแบบเขา ด้วยการขายอาหารบนชานชาลารถไฟได้บ้างหรือเปล่า
ในหลายประเทศออกแบบร้านขนาดเล็กๆ และขายอาหารประเภทที่รับประทานได้เร็วๆ เช่น ยุโรป อาจจะเป็นไส้กรอกจากตู้อบร้อนๆ ส่วนทางญี่ปุ่น อาจเล่นกันหนักถึงขั้นขายบะหมี่
แต่ชานชาลารถไฟนั้น มีลักษณะเฉพาะตัว คือ แคบ แถมยังมีคนเดินผ่านไปผ่านมาจำนวนมาก แล้วจะตั้งร้านขายเป็นเรื่องเป็นราว แบบให้นั่งรับประทานได้ยังไง
ในยุโรป เขาใช้วิธีซื้อแล้วเดินรับประทาน หรือไม่ในบางกรณี สำหรับคนที่อยากแวะพักนิดๆ หน่อยๆ ก็อาจจะซื้อไส้กรอก กับเบียร์ แล้วยืนรับประทานกันตรงนั้น โดยร้านที่ขายจะทำโต๊ะทรงสูงแต่แคบเอาไว้ให้วางของได้นิดๆ หน่อยๆ แล้วก็ยืนรับประทานอาหารง่ายๆ กันได้
ส่วนในญี่ปุ่นก็ไม่ค่อยต่างกัน แม้จะเป็นบะหมี่ แต่คนญี่ปุ่นก็คุ้นเคยที่จะยืนซดบะหมี่ร้อนๆ กันได้โดยไม่ต้องมีโต๊ะ มีเก้าอี้กันให้ลำบาก
นี่แหละครับ อาจจะเป็นไอเดียสำหรับคนที่อยากเลียนแบบ และไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นชานชาลารถไฟเท่านั้น แต่อาจจะเป็นสถานที่อื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน นั่นคือ แคบ คนเดินผ่านเยอะ ไม่สะดวกในการตั้งร้าน ทำให้ไม่มีใครอยากมาเปิดกิจการขายอาหาร แต่ในเมื่อเราได้เห็นแล้วว่า ในหลายๆ แห่ง หลายๆ ประเทศ เขาใช้พื้นที่เล็กๆ แคบๆ เปิดเป็นร้านอาหารแบบสบายๆ ได้ เราก็สามารถเลียนแบบ หรือนำมาประยุกต์ได้เหมือนกัน
ตอนนี้ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจจะเคยได้เห็นกันบ้างแล้วกับร้านอาหารขนาดเล็กที่มีโต๊ะทรงสูง กลมๆ ให้ลูกค้าได้ยืนรับประทานอะไรง่ายๆ เท่าที่ผมเคยเห็นในบ้านเรา ก็มีประเภทร้านเครื่องดื่ม เช่น ร้านน้ำปั่น ร้านกาแฟ หรือร้านไอศกรีมที่ตั้งในทำเลคับแคบ ก็อาศัยวิธีนี้ และเด็กวัยรุ่นก็ดูจะชอบเสียด้วย บางทีโต๊ะเล็กๆ เส้นผ่านศูนย์กลางแค่ฟุตครึ่ง ผมก็เห็นวัยรุ่นไปยืนเบียดกันตั้ง 5-6 คนเพื่อรับประทานไอศกรีมกันไป หัวร่อต่อกระซิกกันไป เรียกว่าขายดิบขายดีแม้จะไม่มีที่นั่ง
วัฒนธรรมการยืนรับประทานนั้น คนไทยรุ่นเก่าๆ หน่อยอาจจะไม่ค่อยชอบ เพราะอาจจะคิดว่าไม่มีวัฒนธรรม คับแคบ หรือบางท่านอาจจะเมื่อย แต่สำหรับวัยรุ่นที่เห็นร้านแบบนี้จากโทรทัศน์กันบ่อยๆ ก็คุ้นเคย และเปิดใจยอมรับได้ง่ายๆ
อย่างไรก็ตาม หากจะพัฒนาระบบร้าน “ยืนกิน” จากอาหารง่ายๆ เป็นอาหารหนักท้อง เช่น ข้าว ก็ควรจะดูให้เหมาะก่อนว่า ทำเลนั้นๆ มีกลุ่มคนที่รับได้กับการยืนรับประทานหรือไม่ และเราได้ตั้งราคาเหมาะสมกับความลำบากที่ลูกค้าต้องแลกมาหรือไม่ รวมถึงการออกแบบภาชนะ และออกแบบหน้าร้านที่อำนวยความสะดวกเพียงพอหรือเปล่า
แบบนี้แหละครับที่เราสามารถเลียนแบบจากสิ่งที่เราเห็น แล้วเอามาปรับให้เข้ากับเราได้ และเราสามารถหยิบยืมแนวคิดอื่นๆ มาใช้ได้อีกมาก เช่น แนวคิดในการเปิดร้านขายดอกไม้อย่างที่เมืองนอกเขาทำกัน ในบางประเทศเขาขายกันแบบกำเล็กๆ ให้หนุ่มๆ ซื้อไปฝากหวานใจได้ง่ายๆ ในราคาไม่แพง และถือสะดวก ที่สำคัญเขาจัดเตรียมไว้จำนวนเยอะๆ เพื่อลดต้นทุน และขายง่าย ไม่จำเป็นต้องเป็นดอกไม้ช่อใหญ่ ราคาแพง และต้องสั่งทำเหมือนในบ้านเรา ที่ต้องมีสตางค์หน่อยถึงจะซื้อได้
หรือจะเป็นแนวคิดในการขายขนมแบบมีเซอร์ไพรส์ ซึ่งผมเคยเห็นในอเมริกา กับขนมขบเคี้ยวที่ได้รับความนิยมมากบางยี่ห้อ เขามีสลากอยู่ด้านในกล่องขนมทุกกล่อง เพื่อให้ลูกค้าไปแลกเป็นของเล่น หรือของที่ระลึกที่มีหลายสิบ หลายร้อยแบบ จนกลายเป็นของสะสมที่ได้รับความนิยม เป็นต้น
หลายๆ เรื่องเราเลียนแบบไอเดียมาทำได้ครับ ไม่ต้องกลัวผิด อยู่ที่ใครสายตากว้างไกล และมองเห็นว่าอะไรเป็นโอกาสที่จะทำได้ ก็รีบทำก่อน
การเลียนแบบนี่แหละครับ ที่พัฒนาธุรกิจจนประสบความสำเร็จกันมานักต่อนักแล้ว







