posttoday
วิเคราะห์ความเสี่ยง กรณีมหันตภัยญี่ปุ่น

วิเคราะห์ความเสี่ยง กรณีมหันตภัยญี่ปุ่น

23 มีนาคม 2554

วิกฤตการณ์นิวเคลียร์ของญี่ปุ่นล่าสุดเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

วิกฤตการณ์นิวเคลียร์ของญี่ปุ่นล่าสุดเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

โดยสามารถเชื่อมระบบไฟฟ้าภายในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมาและเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั้ง 6 แห่ง และสามารถเดินเครื่องระบบหล่อเย็นของเตาหมายเลข 5 และ 6 ได้แล้ว ส่วนระบบหล่อเย็นของเตาหมายเลข 1-4 ก็อาจจะดำเนินงานได้ในเร็วๆ นี้

อย่างไรก็ตาม จากการที่การไฟฟ้าญี่ปุ่น หรือเทปโค (Tokyo Electric Power Company: TEPCO) ออกมายอมรับว่าไม่ได้ตรวจสอบอุปกรณ์ภายในเตาปฏิกรณ์ทั้ง 6 แห่งที่มีการใช้งานมาหลายสิบปีอย่างสม่ำเสมอ มีเพียงการตรวจสอบอย่างผิวเผินเท่านั้น ซึ่งการละเลยระบบตรวจสอบทำให้เสี่ยงด้านปฏิบัติการหรือด้านการดำเนินงาน (Operational Risk)

ถ้าเทียบประเทศญี่ปุ่นเป็นองค์กรธุรกิจ ซึ่งจำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงที่สำคัญ 3 หมวด คือความเสี่ยงด้านตลาด (Market Risk) ความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือ (Credit Risk) และความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ (Operational Risk)

ความเสี่ยงด้านตลาดมาจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เช่น การเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า เหมือนกับความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่บริษัทควบคุมไม่ได้ แต่สามารถบริหารจัดการได้ โดยการเตรียมพร้อมสำหรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และประเมินความเป็นไปได้ที่จะเกิดความเสียหายอย่างรุนแรง เช่น ถ้าเรามีความเชื่อมั่น 99% ว่าความเสียหายของพอร์ตการลงทุนของเราจะไม่เกิน 10 ล้านบาท โอกาสที่จะเกิดความเสียหายเกิน 10 ล้านบาท มีเพียง 1% เท่านั้น ซึ่งถ้าประเมินความเสียหายเป็นวันก็มีเพียงวันเดียวใน 100 วันที่จะเสียหายเกินกว่าที่คาด ดังนั้นเราจึงควรมีเงินทุนที่เพียงพอรองรับความเสียหายในกรอบความเชื่อมั่น 99% ไม่จำเป็นต้องเตรียมมากกว่านี้ เพราะโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก (เพียง 1% เท่านั้น) การเตรียมตัวเกินพอดีจะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่าทำไมแผ่นดินไหวที่เซนไดครั้งนี้จึงสร้างความเสียหายเกินคาด เพราะมีความรุนแรงระดับ 9 ริกเตอร์ ซึ่งรุนแรงที่สุดในรอบ 140 ปี ดังนั้นในรอบ 100 ปีที่ผ่านมาไม่เคยมีแผ่นดินไหวที่รุนแรงในระดับนี้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหวที่โกเบ เมื่อปี 2538 ที่มีขนาด 7.2 ริกเตอร์ หรือถอยไปเมื่อปี 2466 ที่โตเกียวและโยโกฮามา ที่มีขนาด 7.9 ริกเตอร์ ยิ่งในครั้งนี้ยังถูกซ้ำด้วยสึนามิที่มีความร้ายแรงมาก ดังนั้นจึงไม่น่าตำหนิที่สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ตลอดจนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่สามารถต้านทานกับมหันตภัยในระดับนี้ได้ เพราะโอกาสที่จะเกิดมหันตภัยระดับนี้มีน้อยมากไม่ถึง 1% จึงไม่มีทางที่จะพัฒนาสิ่งปลูกสร้างทั่วทั้งเกาะญี่ปุ่นเพื่อรับมือกับความเสียหายที่มีความเป็นไปได้ไม่ถึง 1% ดังนั้นมนุษย์เราจึงต้องยอมรับชะตากรรมถ้าเกิดสถานการณ์เกินคาดเช่นนี้ และต้องยอมรับว่ามนุษย์ไม่มีทางที่จะมีพลังอำนาจเหนือธรรมชาติได้

แต่ถึงแม้ว่าภัยธรรมชาติเป็นเรื่องไม่สามารถควบคุม แต่จิตสำนึกด้านระเบียบวินัยและจิตสาธารณะเป็นทุนมนุษย์ที่สร้างความเชื่อมั่นหรือเครดิต (Credit) ให้กับคนและประเทศญี่ปุ่นว่าจะสามารถฟื้นฟูประเทศได้ในเวลาอันสั้น ซึ่งเป็นการบริหารความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือ หรือ Credit Risk ที่น่าชื่นชม เพราะได้มีการปลูกฝังอยู่ในดีเอ็นเอของคนญี่ปุ่น ทำให้เห็นได้ชัดว่าจะช่วยบรรเทาความเสียหายและ ทำให้สถานการณ์ไม่เลวร้ายลง ตลอดจนจะสร้างญี่ปุ่นให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

แต่ถึงแม้ญี่ปุ่นจะบริหารความเสี่ยงด้านอื่นๆ ได้ดี วิกฤตการณ์นิวเคลียร์ที่เลวร้ายกว่าที่คาดก็มาจากความบกพร่องของการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ เพราะวิกฤตการณ์นิวเคลียร์จะไม่เลวร้ายมากถ้าสามารถชี้ชัด (Indentify) ถึงประเด็นความเสี่ยงจากระบบหล่อเย็น มีการประเมิน (Assess) ความเสี่ยงหรือความเสียหายได้อย่างถูกจุดและถูกขนาด และมีการตรวจสอบ (Monitor) อย่างละเอียดและสม่ำเสมอ รวมทั้งจะมีการควบคุม (Control) หรือบรรเทา (Mitigate) ความเสี่ยง แม้จะไม่อาจป้องกันความเสียหายโดยสิ้นเชิง แต่จะช่วยให้สถานการณ์ไม่บานปลายจนยากต่อการแก้ไขเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้

คงเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับประเทศไทยถ้าจะต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอนาคต เพราะเครดิตด้านจิตสำนึกต่อส่วนรวมและความมีวินัยของเราก็ค่อนข้างอ่อนแอแล้ว ด้านปฏิบัติการเราก็ค่อนข้างหละหลวม ตลอดจนการคอร์รัปชันล้วนเป็นปัญหาด้าน Operational Risk ที่เราต้องคิดแก้ไขก่อนจะคิดการใหญ่

 

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่