posttoday
โยกน้ำตาล3ล้านใส่กองทุนฯ

โยกน้ำตาล3ล้านใส่กองทุนฯ

12 มีนาคม 2554

ชาวไร่ โรงงาน ผนึกกำลัง ต้านเติมน้ำตาลเพิ่มใส่โควตา ก. แนะโยกเก็บไว้ที่กองทุนฯ แทน สำรองไว้ช่วยรายย่อย

ชาวไร่ โรงงาน ผนึกกำลัง ต้านเติมน้ำตาลเพิ่มใส่โควตา ก. แนะโยกเก็บไว้ที่กองทุนฯ แทน สำรองไว้ช่วยรายย่อย

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากการหารือร่วมกับชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาล ทุกฝ่ายขอให้กันน้ำตาล 3 ล้านกระสอบ สำรองไว้ที่กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย เพื่อนำมากระจายสู่ภาคครัวเรือนอย่างทั่วถึง เมื่อตลาดอยู่ในภาวะตึงตัว แทนการเพิ่มเข้าไปในบัญชีจัดสรรน้ำตาลโควตา ก. (น้ำตาลเพื่อการบริโภคในประเทศ) เนื่องจากเห็นว่า น้ำตาลโควตา ก. ที่กำหนดไว้ที่ 25 ล้านกระสอบ เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ

น้ำตาลจำนวนดังกล่าวจะเก็บสำรองไว้ ถ้าตลาดตึงตัว กองทุนฯ จะเป็นผู้กระจายน้ำตาลให้ประชาชนเอง ดังนั้น การประชุมคณะกรรมการน้ำตาลทราย (กน.) ต้องเลื่อนการประชุมออกไป จากเดิมที่กำหนดประชุมวันที่ 11 มี.ค. เพราะไม่จำเป็นต้องมาพิจารณาจัดสรรน้ำตาลโควตา ก. ใหม่

นอกจากนี้ รมว.อุตสาหกรรมยังได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ร่วมมือกับอุตสาหกรรมจังหวัดทุกแห่งช่วยตรวจสอบสถานการณ์น้ำตาลทรายในแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิดว่าเกิดปัญหาขาดแคลน ราคาแพงหรือไม่ แล้วให้รายงานกลับมาทุกวัน เพื่อประเมินแนวทางการบริหารงานอย่างทันท่วงที

นายกำธร กิตติโชติทรัพย์ ประธานสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า น้ำตาลทรายโควตา ก. 25 ล้านกระสอบ เพียงพอต่อความต้องการ เพราะเพิ่มจากปีที่แล้วถึง 3 ล้านกระสอบ

การบริโภคที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่มาจากภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัว ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากการบริโภคของประชาชน ชาวไร่จึงเป็นว่าหากเพิ่มน้ำตาลทรายโควตา ก. เข้าไปอีก 3 ล้านกระสอบ เป็น 28 ล้านกระสอบ น้ำตาลก็จะตกไปอยู่ในมือของภาคอุตสาหกรรม ไม่ถึงผู้ใช้รายย่อย

ดังนั้น จึงต้องการกันน้ำตาลไว้ที่กองทุนฯ แทน เพื่อความสบายใจของผู้บริโภค

ขณะที่ปัญหาน้ำตาลที่ไปถึงมือผู้บริโภคในบางพื้นที่แพงกว่าราคาควบคุมของกระทรวงพาณิชย์ที่ 23.50 บาทต่อกิโลกรัม ต้องเข้าใจว่าขณะนี้ต้นทุนในการบริหารจัดการสูงขึ้น การที่ยี่ปั๊วไปซื้อน้ำตาลจากโรงงานนำมาขายต่อผู้ค้ารายย่อยก็ต้องมีค่าขนส่ง ยิ่งขายต่อหลายทอดยิ่งมีต้นทุนสูงขึ้น

ขณะนี้ราคาน้ำมันก็ปรับตัวสูงขึ้น จนถึงสุดท้ายมาที่ร้านโชห่วยที่ซื้อน้ำตาลกระสอบมาตักใส่ถุงขาย ก็ต้องมีค่าตักน้ำตาล ค่าถุง ราคาขายน้ำตาลปลายทางที่ผู้บริโภคซื้อจึงเฉลี่ยอยู่ที่ 23-25 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งการค้าขายในทุกทอดผู้ค้าย่อมต้องการกำไร

กระทรวงพาณิชย์จึงควรไปพิจารณาสูตรการคำนวณราคาแนะนำน้ำตาลใหม่ให้ทันสมัย เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบันเพราะราคาที่ใช้อยู่ใช้มานานกว่า 20 ปีแล้ว หากกำหนดไว้เข้มงวดมากสุดท้ายร้านโชว์ห่วยก็อยู่ไม่ได้ ต้องหันไปขายสินค้าอย่างอื่นแทน

 

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน