posttoday
นักวิชาการค้านจำกัดที่ดิน50ไร่

นักวิชาการค้านจำกัดที่ดิน50ไร่

12 มีนาคม 2554

ทีดีอาร์ไอมธ. ประสานเสียงค้านปฏิรูปที่ดินด้วยวิธีจำกัดการถือครอง 50 ไร่ หวั่นเกิดปัญหาระยะยาว

ทีดีอาร์ไอมธ. ประสานเสียงค้านปฏิรูปที่ดินด้วยวิธีจำกัดการถือครอง 50 ไร่ หวั่นเกิดปัญหาระยะยาว

นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในงานสัมมนา “วิพากษ์ข้อเสนอปฏิรูปการจัดการที่ดินเพื่อการเกษตรของคณะกรรมการปฏิรูป (คปร.)” ซึ่งคณะเศรษฐ ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดขึ้น ว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอของ คปร.ที่ต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างการถือครองที่ดินทำกิน แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการใช้วิธีจำกัดการถือครองไว้ที่ 50 ไร่ เพราะถ้าไปจำกัดอาจจะเกิดความวุ่นวายและความขัดแย้งรุนแรงตามมาในอนาคตได้

“ผมคิดว่าปัญหาการปฏิรูปที่ดินในสังคมไทย ไม่ได้อยู่ที่การกระจุกตัวของที่ดินทำกิน หากแต่อยู่ตรงที่ในอนาคตที่ดินทำกินเพื่อการเกษตรนั้นจะไม่มีใครทำ ขณะนี้มีเกษตรกรราว 6 แสนคน ที่ถือครองที่ดินมากกว่า 50 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ในส่วนของภาคกลางมีเกษตรกรถือครองที่ดินเพื่อปลูกผลไม้และทำการเกษตรในรูปแบบอื่นอีกกว่า 300 ไร่ สะท้อนว่าเกษตรกรรายใหญ่มีเป็นจำนวนมาก” นายนิพนธ์ กล่าว

นายนิพนธ์ กล่าวว่า หากกฎหมายถือครองที่ดินสำเร็จออกมา ก็ต้องตั้งคำถามว่าที่ดินส่วนที่เกิน 50 ไร่ จะจัดสรรอย่างไร จะมีการรับซื้อคืนหรือไม่ และหากรัฐรับซื้อคืนจะใช้งบประมาณจากส่วนไหน และคนที่นำที่ดินส่วนต่างจาก 50 ไร่ ไปค้ำประกันเงินกู้ รัฐจะช่วยเหลือเขาได้อย่างไร ทุกอย่างจะวุ่นวายมาก

นางปัทมาวดี ซูซูกิ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการจำกัดเพดานการถือครองที่ดิน 50 ไร่ เพื่อทำการเกษตร และอยากเสนอว่าควรออกแบบการจัดการเรื่องที่ดินด้วยระบบภาษีจะเหมาะสมกว่า เพราะอัตราภาษีจะทำให้ผู้ถือครองที่ดินตัดสินใจได้ว่าควรจะถือครองที่ดินต่อหรือไม่ การจำกัดโควตาการถือครอง ไม่สามารถบอกได้ว่าจะมีเกษตรกรรายย่อยต้องการเข้ามาถือครองทำการเกษตรมากน้อยแค่ไหน

“และในเรื่องที่คปร.เสนอไม่ให้มีการเปลี่ยนมือในการถือครอง ดิฉันกังวลว่า การห้ามไม่ให้เกษตรกรนำที่ดินไปผู้ให้ผู้อื่นเช่า น่าจะมีปัญหา เพราะข้อเท็จจริงเกษตรกรไทยมีแนวโน้มอายุสูงขึ้น อาจทำการเกษตรไม่ไหว อาจจะให้คนอื่นเช่าทำการเกษตรแทนก็ได้ รวมทั้งแนวคิดที่คปร.จะจัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดินเพื่อการเกษตรก็มองว่าอาจจะสร้างปัญหาตามมาอีก เพราะแนวคิดของการกองทุนฯ คือ ให้ซื้อที่ดินมาเพื่อให้เกษตรกร ซึ่งไม่มีแนวทางที่ชัดเจนว่า จะใช้การซื้อแพงแล้วจะมาขายถูกหรือไม่ ที่สำคัญในการไปรวบรวมที่ดินมาเข้ากองทุน หาไปประเมินราคาต่ำไป คนที่จะขายก็คงไม่อยากขาย แล้วจะมีที่ดินมาได้อย่างไร และการจัดสรรที่ดินทำอย่างไรจะให้ที่ดินได้ตรงกลุ่มเป้าหมายตรงกับคนที่อยากทำการเกษตร ซึ่งปัญหาเหล่านี้อยากให้คปร.พิจารณาและควรมีการจัดทำวิจัยและสำรวจเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อน”นางปัทมาวดีกล่าว

นายเพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ คณะกรรมการปฏิรูป คปร. กล่าวว่า ปัญหาที่ดินคปร.มองว่า เกิดจากการถือครองที่กระจุกตัวทำให้ไร้ที่ทำกิน อีกทั้งเกษตรกรต้องเช่าที่ดินคิดเป็นสัดส่วนถึง 35% ของต้นทุนทั้งหมด ดังนั้นควรต้องปรับโครงสร้างการถือครองที่ดิน เพราะไม่มีข้อมูลข้อมูลบอกได้ว่าใครมีที่ดิน ใครถือครองรายใหญ่หรือเรียกง่ายๆว่า ยังเข้าไม่ถึงข้อมูลที่แท้จริง ซึ่งถ้าเป็นไปได้ก็ต้องการให้ภาครัฐ โดยกรมที่ดิน เปิดเผยการถือครองที่ดินในปัจจุบันด้วย เพราะเท่าที่ดูกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินของรัฐหลายฉบับ พบว่ามีช่องว่างค่อนข้างมาก

และกฎหมายก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ที่ดินในมือเกษตรกรกว่า 60-70% หลุดมือไปเป็นที่ดินของนายทุน เพราะเมื่อมีช่องว่างของกฎหมายกลุ่มนักการเมืองก็ใช้กลไกลของรัฐเข้าถือครอง จะเห็นว่าคนกลุ่มแรกที่ถือครองที่ดินมาก คือนักการเมือง

“ตอนนี้สิ่งสำคัญมากที่สุด คือ การเปิดเผยข้อมูลเรื่องที่ดิน โดยเฉพาะข้อมูลที่กรมที่ดินที่ว่ามีการออกเอกสารสิทธิ์ที่ผิดพลาดกว่า 2 แสนแปลง ซึ่งเรื่องนี้รัฐก็ไม่กล้าเพิกถอนและไม่กล้ารื้อ เพราะถ้มีข้อมูลการกำหนดนโยบายและการดำเนินการจะสามารถทำได้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม การจำกัดการถือครองที่ดิน 50 ไร่ ซึ่งกำหนดเพื่อให้เพียงพอต่อการยังชีพของเกษตรกรนั้น ความจริงคปร.ก็ยังไม่ต้องการกำหนดตายตัวยังสามารถปรับและดูความเหมาะสมได้ แต่ต้องการให้สังคม การเมือง สื่อ ประชาชนลุกขึ้นมาให้ความสนใจปัญหานี้และถกเถียงเพื่อหาทางออกไปร่วมกันมากกว่า ”นายเพิ่มศักดิ์ กล่าว

ด้านนายบุญลือ เจริญมี ตัวแทนชาวบ้าน ต.คลองโยง จ.นครปฐม พื้นที่โฉนดชุมชนแห่งแรกของไทย กล่าวว่า ตอนนี้ที่ดินในต.คลองโคลงพื้นที่กว่า 1.6 หมื่นไร่ อยู่ในมือเกษตรกรตัวจริงแค่ 1,400 ไร่เท่านั้น เพราะที่ผ่านมาไม่มีกติกาห้ามไม่ให้เกษตรกรขายที่ดิน จากปัญหาที่ผ่านมาและมีการเปลี่ยนมือในกรรมสิทธิ์ทำกินของพรรพบุรุษทำให้เกิดปัญญาในหลายครอบครัวที่เคยมีที่ดินทำกิน 100-200 ไร่ แต่ก็ปล่อยขายให้กับนายทุนและปัจจุบันมาถึงรุ่นลูกต้องมาเช่าที่ที่เคยเป็นของตัวเองทำเกษตร ฉะนั้นก็อยากให้ภาครัฐที่จะเข้ามาแก้ปัญหาในอนาคตคำนึงถึงแนวทางเพื่อความอยู่รอดของเกษตรกรด้วย เพราะบางครั้งการมีที่ดินอย่างเดียวก็ไปไม่รอด

 

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่