
หุ้นmaiแจกปันผล6%
กำไรเติบโต45%ซิตี้กรุ๊ปแนะทิ้งสผ.6กลุ่มชนะเงินเฟ้อ
กำไรเติบโต45%ซิตี้กรุ๊ปแนะทิ้งสผ.6กลุ่มชนะเงินเฟ้อ
หุ้นตลาด mai จิ๋วแต่แจ๋ว กำไรโต 45% ปันผลสูง 6% บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส แนะนำหุ้นลงทุนชนะเงินเฟ้อปีนี้ที่คาดว่าจะพุ่งขึ้นไปถึง 4% มี 6 กลุ่ม กลุ่มแบงก์นำ
นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยผลดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนใน mai ในปี 2553 ว่ามีกำไรสุทธิรวม 3,235 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.69% จากปีก่อน ขณะที่ยอดขายรวมอยู่ที่ 55,086 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.08% และรักษาอัตรากำไรขั้นต้นได้ที่ 22.32%
“11 บริษัท มีกำไรสุทธิโตกว่า 100% จ่ายปันผลรวม 1,850 ล้านบาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 6%” นายชนิตร กล่าว
ขณะที่ผลจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากวิกฤตการณ์ตะวันออกกลาง ทำให้ซิตี้กรุ๊ปปรับประมาณการราคาน้ำมันดิบเบรนต์เพิ่มจากเฉลี่ย 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลปีนี้ มาอยู่ที่เฉลี่ย 105 เหรียญสหรัฐ และปีหน้า 100 เหรียญสหรัฐ แต่แนะนำให้ขายหุ้นบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) เพราะราคาใกล้เคียงราคาเป้าหมายที่หุ้นละ 175 บาท และในระยะยาวราคาน้ำมันดิบเบรนต์ยังอยู่ที่ 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยปีนี้ที่ 4% จากเดือน ก.พ. ที่ 2.8% คาดว่าจะเร่งตัวตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป เพราะต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น โดยคาดว่ากลุ่มหุ้นที่จะได้ดี คือ ธนาคารพาณิชย์ กลุ่มสาธารณูปโภค กลุ่มที่มีรายได้จากค่าเช่า โรงพยาบาล กลุ่มอาหาร และกลุ่มพาณิชย์
กลุ่มธนาคารพาณิชย์จะได้ประโยชน์จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนสินเชื่อที่อิงดอกเบี้ยลอยตัวสูง 70-75% ของสินเชื่อรวม คือ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ธนาคารกรุงไทย (KTB) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และธนาคารทหารไทย (TMB)
กลุ่มสาธารณูปโภค คือ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก (EASTW) บริษัท น้ำประปาไทย (TTW)
กลุ่มที่มีรายได้จากค่าเช่าที่ปรับขึ้นตามเงินเฟ้อ คือ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น (TICON) และกองทุนอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ รวมถึงกลุ่มโรงพยาบาล เช่น บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH)
ขณะที่กลุ่มอาหารที่ราคาขึ้นตามเงินเฟ้อ ทั้งบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บริษัท จีเอฟพีที (GFPT) บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) และบริษัท น้ำมันพืชไทย (TVO) และกลุ่มพาณิชย์ที่เน้นสินค้าให้อัตรากำไรสูง คือ บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) และบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO)
ด้าน บล.ยูบีเอส เพิ่งพา 5 บริษัทที่เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกไปนำเสนอข้อมูลที่ออสเตรเลียและสิงคโปร์ ทั้ง CPALL, CPN, MINT, CPF และ TUF ที่ล้วนแล้วแต่คาดว่าผลการดำเนินงานจะเติบโตสูง
ด้านตลาดหุ้นเอเชียมีบวกและลบคละกัน โดยดัชนีหุ้นไทยได้หุ้นกลุ่มพลังงานดันดัชนีหุ้นขึ้น 1,000 จุด ไปปิดที่ 1,002.94 จุด เพิ่มขึ้น 7.03 จุด มูลค่าการซื้อขาย 22,223 ล้านบาท ต่างชาติซื้อ 981 ล้านบาท







