
เปิดจุดยืน 3 ค่ายมือถือ ทรูฯ ขอต่อสัญญา เอไอเอส-ดีแทค ไม่จ่าย
ดูเหมือนว่าคณะกรรมการเจรจาค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการแก้ไขสัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่
ดูเหมือนว่าคณะกรรมการเจรจาค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการแก้ไขสัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่
ที่มีปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที เป็นประธาน และเกิดขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมานั้น จะไม่สามารถบรรลุหน้าที่ในการเจรจาเพื่อหาข้อสรุปให้กับรัฐบาลได้
ทั้งนี้ เพราะหลังจากสิ้นสุดระยะเวลา 15 วัน และคณะกรรมการเจรจาฯ ได้เจรจากับผู้ให้บริการมือถือเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ก็ยังได้คำตอบเพียงว่า ยังขาดเอกสารในหลายเรื่อง และขอต่ออายุการทำงานออกไปอีก 1 สัปดาห์ หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายหน่อย คือ การเจรจาครั้งนี้ไม่มีวันพบทางออกที่ลงตัวระหว่างรัฐกับเอกชน
nทรูมูฟได้ทีขอต่อสัมปทานถึงปี 2557
สำหรับสาเหตุที่การเจรจาไร้ซึ่งข้อสรุปนั้น เนื่องจากผู้ให้บริการมือถือแต่ละรายต่างมีเหตุผล
ทรูมูฟ เป็นเพียงผู้ให้บริการรายเดียวที่ระบุว่าจะยอมเจรจาเรื่องการจ่ายผลตอบแทน แต่การ “ยอม” ของทรูมูฟนั้น ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่ทรูมูฟเสนอ คือ ยังไม่กำหนดค่าผลประโยชน์ตอบแทนใดๆ เพราะขณะนี้ยังไม่มีวิธีการคำนวณที่ทำให้ตัวเลขระหว่างเอกชนและรัฐเห็นตรงกัน
นอกจากนี้ ยังได้เสนอเงื่อนไขให้แก้ไขสัญญาของทรูมูฟให้เป็นไปตามกระบวนการของ พ.ร.บ.ร่วมการงาน ในมาตรา 80 วรรคสี่ แห่ง พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ทั้งนี้ให้การประกอบการตามสัมปทานของทรูมูฟดังกล่าว รวมถึงการมีสิทธิใช้คลื่นความถี่วิทยุคมนาคมในย่าน 1800 MHz ช่วงคลื่นความถี่ 17101722.6 MHz และ 18051817.6 MHz รวมทั้งสิทธิในการใช้ความถี่ในย่าน 800 MHz ช่วงคลื่นความถี่ 879.2884 MHz และ 834.2839 MHz
นอกจากนี้ ยังเสนอให้เปลี่ยน “สัมปทาน” ในปัจจุบันให้เป็นใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการฯ โดยให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงวิทยุ กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ดำเนินการออกใบอนุญาตให้กับทรูมูฟ โดยให้ได้รับสิทธิประกอบการตามสัมปทานตามเวลาที่เหลืออยู่
และให้แก้ไขอายุสัมปทานที่จะสิ้นสุดลงในวันที่ 15 ก.ย. 2556 ไปเป็นอายุของใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการฯ ซึ่งจะสิ้นสุดลงในวันที่ 15 ก.ย. 2571 หรือต่ออายุให้อีก 15 ปี โดยใบอนุญาตที่ กสทช.ออกให้นั้น ต้องให้ทรูมูฟใช้คลื่นความถี่ตามที่ขอมาข้างต้นด้วย
สำหรับทรัพย์สินที่ทรูมูฟจัดหามาตลอดเวลาของอายุใบอนุญาต 15 ปีนั้น ทรูมูฟไม่ต้องโอนให้ กสทฯ หรือนิติบุคคลอื่นใดของรัฐ
สำหรับการจ่ายผลตอบแทนของทรูมูฟนั้น จะให้กระทรวงการคลังหรือ กสทฯ ในอัตราที่จะตกลงกับคณะกรรมการเจรจาฯ โดยระบุว่าเป็นจำนวน X บาท
ซึ่งในเบื้องต้นทรูมูฟได้เสนอการจ่ายผลตอบแทนดังนี้ คือ ใน 3 ปีแรก 25562559 จะจ่ายค่าตอบแทน 0 บาท เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ทรูมูฟ ซึ่งจะต้องลงทุนในอุปกรณ์เพื่อปรับปรุงการใช้งานให้ดีขึ้น ส่วนปี 25592566 จะจ่ายค่าตอบแทนแต่ละปีเท่ากับ X บาท หารด้วย 12 แต่ไม่เกิน 1 ใน 3 ของ Ebitda หักด้วยค่าคลื่นความถี่ที่ทรูมูฟต้องจ่ายให้ กสทช. ส่วนปี 25662571 จะจ่ายผลตอบแทนในอัตรา X ลบผลตอบแทนที่จ่ายไปแล้ว 7 ปีแรก หารด้วย 5
อย่างไรก็ตาม หากผู้ให้บริการรายอื่นตกลงกับคณะกรรมการเจรจาฯ แล้วได้เงื่อนไขดีกว่าทรูมูฟ ทรูมูฟต้องได้รับการแก้ไขให้เป็นประโยชน์มากขึ้นไม่น้อยกว่ารายอื่นเช่นกัน
nเอไอเอสดีแทค ย้ำแก้สัญญาถูกต้อง
บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค ต่างมีจุดยืนในเรื่องนี้ชัดเจนว่า ไม่ต้องการจ่ายค่าเสียหายหลายหมื่นล้านบาท จากการแก้ไขสัญญาที่รัฐบาลชุดนี้ระบุว่าดำเนินการไม่ถูกต้อง และทำให้ทีโอทีกับ กสท โทรคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐสูญเสียผลประโยชน์มหาศาล
ทั้งนี้ เอไอเอสได้ส่งความเห็นให้คณะกรรมการเจรจาฯ ชุดนี้แสดงจุดยืนใน 3 ประเด็น คือ 1.การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาระหว่างเอไอเอสกับทีโอทีนั้นทำด้วยความสมัครใจ และทีโอทีได้ผ่านความเห็นชอบจากอัยการ ที่ปรึกษากฎหมาย และคณะกรรมการหรือบอร์ดแล้ว แสดงให้เห็นว่าการแก้ไขที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้ทีโอทีในฐานะคู่สัญญาภาครัฐเสียหาย
2.การทำข้อตกลงต่อท้ายสัญญาอนุญาตในแต่ละครั้ง ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทีโอที โดยประชาชนผู้ใช้บริการและประโยชน์สาธารณะ
และ 3.เอไอเอสยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามสัญญาอนุญาตและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาด้วยดีมาตลอด มิได้มีการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ กับทีโอที ในทางตรงกันข้าม การดำเนินการต่างๆ ภายใต้สัญญาอนุญาตและข้อต่อท้ายสัญญาระหว่างเอไอเอสและทีโอที รวมถึงสัญญาร่วมการงานของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถืออื่นๆ ล้วนแต่สร้างประโยชน์ให้ทีโอทีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรูปส่วนแบ่งรายได้และกรรมสิทธิ์ในโครงข่าย
ขณะที่ดีแทคนั้น ระบุว่า การแก้ไขสัญญาที่เกิดขึ้นเป็นไปโดยสุจริต และไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายฉบับใดห้ามแก้ไขสัญญา ซึ่งรวมถึงโดยเฉพาะ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมหรือดำเนินงานในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุน ที่ถูกอ้างว่าการแก้ไขสัญญาของดีแทคไม่ถูกต้องตามกฎหมายฉบับนี้ และแก้ไขสัญญาของดีแทคทุกครั้งเกิดขึ้นจากการยินยอมของรัฐและไม่เคยมีผู้ท้วงติง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ต่อรัฐและต่อประชาชนผู้ใช้บริการ แต่เมื่อเวลาล่วงผ่านมา 1617 ปี กลับมาบอกว่าการแก้ไขไม่ถูกต้อง ทั้งๆ ที่รัฐได้รับเอาผลประโยชน์ต่างๆ ที่ได้รับเพิ่มขึ้นจากการแก้ไขสัญญามาโดยตลอด
ที่สำคัญ การแก้ไขที่เกิดขึ้นรวม 3 ครั้ง กสทฯ ในฐานะคู่สัญญาได้รับผลประโยชน์เพิ่มขึ้น โดยการแก้ไขครั้งที่ 1 ที่ขยายอายุสัมปทานจาก 15 ปี เป็น 22 ปี ดีแทคได้ตกลงจ่ายผลประโยชน์ให้ กสทฯ ในปีที่ 1622 ในอัตรา 30% ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย และการลดระยะเวลาสิทธิคุ้มครองการให้บริการจาก 15 ปี เหลือ 10 ปี ทำให้ กสทฯ สามารถดำเนินการได้เองหรืออาจเปิดประมูลให้รายอื่นเข้ามาดำเนินการ ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มรายได้ให้ กสทฯ อีกทางหนึ่ง
การแก้ไขสัญญาครั้งที่ 2 ดีแทคตกลงโอนสิทธิและหน้าที่บางส่วนตามสัญญาทำให้เกิดผู้ให้บริการอีก 2 ราย คือ ไวร์เลส คอมมูนิเคชั่นเซอร์วิส (ปัจจุบันคือ ทรูมูฟ) และดิจิตอลโฟน หรือดีพีซี ซึ่งทำให้ กสทฯ มีรายได้เพิ่มขึ้นจากส่วนแบ่งของ 2 รายใหม่ และทำให้ตลาดนี้มีการแข่งขันมากขึ้น ลดการผูกขาด
ส่วนการแก้ไขสัญาครั้งที่ 3 ที่ขยายอายุสัมปทานออกไปอีก 5 ปี แต่คงส่วนแบ่งรายได้ที่ 30% เช่นเดิม ที่แม้จะมีการปรับผลตอบแทนลดลง แต่ไม่ได้ทำให้ กสทฯ เสียเปรียบ เพราะรายได้ที่ กสทฯ ได้รับนั้นมากกว่าการไม่ได้ขยายอายุสัมปทาน และดีแทคได้ยกเลิกข้อจำกัดเรื่องการขยายเครือข่าย ทำให้ กสทฯ สามารถให้บริการซีดีเอ็มเอได้
ทั้งหมดเป็นคำตอบที่ชัดเจนต่อคณะกรรมการเจรจาฯ ว่า ทำไมการเจรจาของคณะกรรมการเจรจาฯ ถึงไม่สามารถหาข้อยุติได้







