
ธุรกิจโตสวนเงินเฟ้อดบ.ขึ้น
ห่วงสารพัดอุ้มสกัดเงินออม แนะเอกชนตัดสินใจลงทุนได้
โพสต์ทูเดย์
— “โฆสิต” เชื่อดอกเบี้ยขาขึ้น เงินเฟ้อไม่ฉุดธุรกิจให้หยุดโต แต่ห่วงการใช้จ่ายภาครัฐทำเงินออมประเทศหดนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นและแรงกดดันจากเงินเฟ้อไม่ใช่ปัจจัยที่น่ากังวลต่อธุรกิจไทยในปีนี้ เนื่องจากเป็นปัญหาที่สามารถบริหารจัดการได้ และเป็นปัจจัยที่ธุรกิจได้รับผลกระทบเท่าเทียมกันทั้งหมด จึงคาดว่าธุรกิจจะเติบโตได้และทำให้สินเชื่อของธนาคารขยายตัวได้ดีที่ 57% หากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เติบโตในระดับ 4%
สำหรับสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของธนาคารปัจจุบันอยู่ที่ 4% ซึ่งไม่น่ากังวล
ปัจจัยที่น่าเป็นห่วงสำหรับเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ได้แก่ การตัดสินใจลงทุนในภาคเอกชนที่พิจารณาในแง่อัตราดอกเบี้ยต่ำเพียงด้านเดียว และยังมีเรื่องการใช้จ่ายของภาครัฐในการอุดหนุนราคาน้ำมัน หรือการต่ออายุมาตรการลดค่าครองชีพต่างๆ ที่อาจส่งผลเสียต่อเงินออมของประเทศในระยะยาว
“
การที่รัฐบาลเข้าไปอุดหนุนราคาน้ำมันหรือโครงการอื่นมากๆ ระยะยาวจะทำให้เรามีฐานเงินออมไม่พอเมื่อต้องการลงทุน โดยขณะนี้เริ่มเห็นได้จากการขาดดุลการค้าในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งในที่สุดจะเป็นแรงกดดันให้ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเข้าสู่ภาวะปกติ” นายโฆสิต กล่าวนายโฆสิต คาดว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้จะทยอยปรับเข้าสู่ระดับปกติที่ 2.75% โดยเป็นการปรับตามสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นไม่ใช่การปรับเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ส่วนกรณีที่เกิดเหตุรุนแรงในประเทศลิเบียและกลุ่มประเทศอาหรับนั้น อาจส่งผลต่อระดับราคาน้ำมันที่จะเป็นแรงกดดันด้านเงินเฟ้อบ้าง แต่เชื่อว่าเหตุการณ์จะไม่ยืดเยื้อและยาวนานพอที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย โดยคาดว่าเงินเฟ้อจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบไม่เกิน 3%
นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การต่ออายุมาตรการลดค่าครองชีพไม่น่าจะส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อมากนัก น่าจะอยู่ในกรอบเป้าหมาย แต่จะติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง หากมีปัญหาขยายตัวในวงกว้างอาจจะส่งผลกระทบให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลกับเงินเฟ้อได้
ธนาคารทหารไทยประเมินว่า นอกจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่กำลังมีแนวโน้มพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัญหาสำคัญที่ประชาชนทั่วโลกต้องเผชิญแล้ววิกฤตอาหารโลกก็จะทำให้ราคาอาหารสูงขึ้นทั่วโลก โดยตั้งแต่ปี 2551 จนกระทั่งต้นปีนี้ ดัชนีราคาอาหารโลกพุ่งขึ้น 21% ขณะนี้ดัชนีราคาวัตถุดิบที่มาจากภาคการเกษตรเพิ่มสูงขึ้น 40% แต่ดัชนีราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นแค่ 10% จึงควรให้ความสำคัญในการดูแล







