
งัดพรบ.ฮั้วฟันทรูซื้อฮัทช์
สตง.ลั่น7วันไม่ตอบส่งปปช. อีก2วันร่อนหมายบี้3จีทีโอที
โพสต์ทูเดย์
— สตง.ขีดเส้น 7 วัน สั่งไอซีทีกสทฯ แจงดีลทรูซื้อฮัทช์ หากไม่ตอบ จะส่ง ป.ป.ช. เข้าข่าย พ.ร.บ.ฮั้ว เตรียมฟัน 3จี ทีโอที อีกระลอกนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) รักษาการผู้ว่าการ สตง. เปิดเผยระหว่างงานเสวนา
“กสทฯ จับมือทรู...ใครได้ประโยชน์ ผู้บริโภคได้อะไร” ว่า ใน 12 วันเตรียมส่งหนังสือเพื่อทวงถามคำตอบจากนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที และบริษัท กสท โทรคมนาคม กรณีการเซ็นสัญญาระหว่าง กสทฯ และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น โดยให้เวลาชี้แจงภายใน 7 วัน หากยังไม่มีการตอบรับจะส่งเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สตง.ได้ส่งหนังสือการตั้งข้อสังเกตถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รมว.ไอซีที และผู้บริหาร กสทฯ แต่จนขณะนี้ยังไม่ได้รับคำตอบใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่ง สตง.เห็นว่าสัญญาที่ทำขึ้นระหว่าง กสทฯ และทรู แท้ที่จริงก็คือสัญญาสัมปทานนั่นเอง แต่มีการประดิษฐ์คำพูดขึ้นมาใหม่เพื่อให้ดูว่าไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนร่วมการงานหรือดำเนินในกิจการของรัฐ หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุน
“
การตั้งข้อสังเกตของ สตง.ครั้งนี้ถือเป็นการบรรเทาให้ฝ่ายรัฐสามารถที่จะตรวจสอบและรักษาผลประโยชน์ให้ตกกับฝ่ายรัฐไว้ให้ได้มากที่สุด แม้ว่าจะไม่มีอำนาจที่ทำให้ดีลนี้เป็นโมฆะ หรือล้มเลิกในทันที แต่ต้องการให้ผู้เกี่ยวข้องแก้ไขในส่วนที่ไม่ถูกต้อง เพราะคาดว่าสัญญาดังกล่าวจะผิด พ.ร.บ.ฮั้ว ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542” นายพิศิษฐ์ กล่าวสำหรับข้อสังเกตที่สตง.พบ คือ การเซ็นสัญญาระหว่าง กสทฯและทรูในครั้งนี้มีการเร่งรัด ทั้งที่ผ่านมายังไม่มีข้อสรุปจากคณะทำงานที่ทำสัญญาดังกล่าว และมีรายงานว่าคณะกรรมการ หรือ บอร์ดกสทฯไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด เหตุใดจึงไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุน
นอกจากนี้ ทำไมกสทฯ ถึงไม่พิจารณาผลตอบแทนทางการเงิน ด้านเทคนิคของคลื่นความถี่ซึ่งเป็นถือทรัพยากรของชาติและนำไปประมูลเหมือนเช่นการประมูล 3 จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิร์ตซ เพราะคลื่นความถี่ดังกล่าวมีมูลค่าเป็นระดับหมื่นล้านบาท โดยข้อตกลงระหว่างภาครัฐและเอกชนนั้น รัฐต้องไม่เสียเปรียบ ซึ่งควรจะต้องมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้
นายพิศิษฐ์ กล่าวว่า สตง.ยังอยู่ระหว่างการเตรียมเอกสารชุดใหญ่เพื่อส่งหนังสือถามถึงความโปร่งใสในการประมูลโครงการ 3จี ของบริษัท ทีโอที ซึ่งจะสามารถส่งหนังสือไปยังทีโอทีได้ภายใน 23 วันนี้ โดยจะเน้นเรื่องความเป็นธรรมในการแข่งขัน และที่มีการปรับตกคุณสัมบัติอีก 2 ราย คือ อีริคสัน และแซดทีอีนั้น เป็นการปรับตกในรายละเอียดที่เป็นนัยยะสำคัญหรือไม่ เพราะต้องตรวจสอบรอบคอบว่า ผู้ชนะประมูลเป็นคู่แข่งกับทีโอทีหรือไม่
นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ระบุว่าการจัดสรรคลื่นความถี่ต้องใช้การประมูล เพราะเป็นแนวทางที่ให้ประโยชน์รัฐสูงสุดโดยการที่ กสทฯเลือกบริษัทใดบริษัทหนึ่งที่อาจไม่ได้มีศักยภาพสูงสุด เงินลงทุนมีน้อย จะก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรสูงสุดหรือไม่
อย่างไรก็ตาม เป็นห่วงว่าการนำคลื่นไปจะทำให้ผูกขาด ขณะเดียวกันสัญญาระหว่าง กสทฯและทรู 15 ปียังมีข้อถกเถียงกันว่าประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคการยกเลิกสัมปทานอยู่แล้ว แต่ทรูและ กสทฯยังกลับเข้าไปวงเวียนเดิมซึ่งถือเป็นความผิดมหันต์ เพราะเป็นเรื่องที่ยังหาคำตอบไม่ได้ว่ามีประโยชน์อะไรสำหรับประชาชน กสทฯสัมปทานควรจบภายในระยะเวลากำหนดเดิม ควรล้างไพ่ธุรกิจโทรคมนาคม ต้องอธิบายให้ได้ว่าทำไมจึงใช้รูปแบบนี้







