
บริหารภาครัฐยุคใหม่ กุญแจเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน
...นคร สังขรัตน์
การบริหารภาครัฐยุคใหม่ กุญแจสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ปัจจุบันการบริหารภาครัฐยุคใหม่มุ่งยึดถือปรัชญาการจัดการแนวเสรีนิยมมากขึ้น โดยเน้นแก้ปัญหาของระบบราชการแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะการปรับปรุงประสิทธิภาพและการให้บริการประชาชน ซึ่งหัวใจสำคัญของการจัดการภาครัฐแนวใหม่ก็คือ การปฏิรูประบบราชการนั่นเอง เนื่องจากกระแสโลกาภิวัตน์ ที่ทุกประเทศมีแนวโน้มเปิดเสรีในด้านต่างๆ ทำให้เศรษฐกิจเกิดการไร้พรมแดน และมีการแข่งขันในเวทีโลกรุนแรงมากขึ้น ภาครัฐจึงต้องเพิ่มศักยภาพและความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนเพื่อตอบสนองความต้องการของระบบที่เปลี่ยนไป
แนวปรัชญาดังกล่าว มีที่มาจากแนวแนวคิดทฤษฎีพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกนำมาใช้เป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจ มีความเห็นว่ารัฐบาลควรทำเฉพาะในส่วนที่เอกชนทำไม่ได้ และในการดำเนินธุรกิจต้องปล่อยให้ภาคเอกชนเป็นผู้จัดการ ตัดสินใจ และดำเนินการ เนื่องจากภาคเอกชนจะดำเนินการได้ดีกว่าหากภาครัฐไม่เข้ามาแทรกแซง
Milton Friedman นักเศรษฐศาสตร์สำนักการเงินที่สนับสนุนแนวคิดนี้อย่างจริงจัง เห็นว่ารัฐบาลควรจำกัดบทบาทของตัวเองเพื่อไม่แทรกแซงตลาดจนเป็นอุปสรรคของการที่ตลาดจะปรับตัวเอง รวมถึงยังสอดคล้องกับแนวคิดการบริหารรัฐกิจสมัยใหม่ ที่จะต้องลดบทบาทของรัฐในการจัดทำบริการสาธารณะ ส่งเสริมการแข่งขันโดยผ่านกลไกตลาดเพื่อประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐเปิดโอกาสให้แข่งขันโดยเสรี และใช้รูปแบบอื่นในการจัดทำบริการสารธารณะ โดยสรุปก็คือ การผลักดันงานของรัฐในด้านบริการสาธารณะไปให้เอกชนเพื่อได้มีการแข่งขันในกลไกทางการตลาด และรัฐเป็นผู้เปิดโอกาสให้เอกชนแข่งขันกัน
การบริหารภาครัฐสมัยใหม่ยังรวมถึงการเร่งปรับปรุงระบบราชการที่มีปัญหาความเสื่อมถอยของระบบราชการและการขาดธรรมาภิบาล ถ้าภาครัฐไม่ปรับเปลี่ยนและพัฒนาการบริหารจัดการของภาครัฐเพื่อไปสู่องค์กรสมัยใหม่ โดยยึดหลักธรรมาภิบาลก็จะบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตด้วย ดังเช่นที่ ศาสตราจารย์ไมเคิล อี พอร์เตอร์ ได้กำหนดให้บทบาทของภาครัฐเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในแบบจำลองห้าเหลี่ยมเพชร (Diamond Model) เนื่องจากรัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการสร้างเสริมให้เกิดการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขณะที่อาจจะเป็นตัวฉุดรั้งการพัฒนาประเทศได้เช่นกัน
สาระสำคัญของการบริหารภาครัฐยุคใหม่ จะเป็นการเปลี่ยนแปลงหลักการบริหารที่เน้นปัจจัยนำเข้า และกระบวนการมาเป็นการเน้นที่ผลผลิตและผลลัพธ์ นั่นคือการมุ่งเน้นที่ประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยต้องเน้นการสร้างระบบการวัดผลงาน กำหนดตัวชี้วัดและมาตรฐาน มีโครงสร้างองค์การที่กะทัดรัด แบนราบ เป็นอิสระ บริหารงานโดยเน้นการสร้างสายสัมพันธ์แบบสัญญา (จ้าง) มากกว่าสายการบังคับบัญชา ดูผลงาน การทำงานตามหน้าที่) โดยใช้กลไกการตลาดในการจัดบริการสาธารณะ (แปรรูป, จ้างเหมา) ภาครัฐและเอกชนมีความสัมพันธ์แบบเป็นหุ้นส่วนมากขึ้น และมุ่งเน้นค่านิยม เช่น หลักสากล เสมอภาค มั่นคง ลดความสำคัญให้กับประสิทธิภาพ
สำหรับประเทศไทยตามรายงานผลการวิจัยของธนาคารโลก เรื่อง Doing Business ที่ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับขั้นตอนระยะเวลาการให้บริการ การอำนวยความสะดวก ต้นทุนค่าใช้จ่าย และกฎหมาย กฎ ระเบียบต่างๆ ของรัฐ ว่ามีส่วนสนับสนุน หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจอย่างไร โดยมีตัวชี้วัดในการศึกษา 10 ด้าน ได้แก่ การเริ่มต้นธุรกิจ (Starting a Business) การขออนุญาตก่อสร้าง (Dealing with Construction Permits) การจ้างงาน (เดิมด้านการจ้างงานและการเลิกจ้าง) (Employing Workers) การจดทะเบียนทรัพย์สิน Registering Property) การได้รับสินเชื่อ (Getting Credit) การคุ้มครองผู้ลงทุน(Protecting Investors) การชำระภาษี (Paying Taxes) การค้าระหว่างประเทศ (Trading Across Boarders) การบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลง (Enforcing Contracts) และการปิดกิจการ (Closing a Business)
ในปีล่าสุดคือ 2553 ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความสะดวกในการเข้าไปประกอบธุรกิจ อันดับที่ 12 จาก 183 ประเทศทั่วโลก ขยับขึ้นจากปี 2552 ที่อยู่ในอันดับ 13 จาก 181 ประเทศ แสดงให้เห็นว่าหน่วยงานภาครัฐของประเทศไทยมีการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาหลายปี
ปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐหลายแห่งที่ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ โดยปรับปรุงและพัฒนาระบบการให้บริการให้สามารถอำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการได้อย่างแท้จริง หนึ่งในตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ที่เพิ่งคว้ารางวัลจากการประกวด
“รางวัลคุณภาพการให้บริการประชาชน” แก่ส่วนราชการที่สามารถพัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ ก.พ.ร. 3 รางวัลดีเด่น และ 1 รางวัลชมเชยครั้งต่อไปผมจะขอขยายความในส่วนที่มาของความสำเร็จดังกล่าวของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าครับ







