
เดลต้าฟุ้งปีนี้กำไรเกิน4.1พันล.
เพิ่มมูลค่าสินค้าลดต้นทุน ปิดความเสี่ยงธุรกิจทุกด้าน
โพสต์ทูเดย์
— DELTA ชูปีนี้กำไรดีกว่าปีก่อน กลยุทธ์พัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าสินค้า ลดต้นทุน ปิดความเสี่ยง ย้ำวัตถุดิบไม่ขาด ตุนเงินสดกว่า 7,000 ล้านรอซื้อนายอนุสรณ์ มุทราอิศ กรรมการ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA เปิดเผยว่า ปี 2554 บริษัทคงเน้นสร้างกำไรมากกว่ายอดขาย โดยคาดว่าจะมีอัตรากำไรสุทธิมากกว่า 12% จากปีก่อนที่ 11.7% ซึ่งเป็นผลจากการที่บริษัทเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีในสินค้าเดิมให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ทำให้สามารถปรับราคาขายสินค้าขึ้นได้ และต้นทุนต่อหน่วยในการผลิตลดลง
“
บริษัทเน้นการทำสินค้าที่มีอัตรากำไรสุทธิที่ดี อะไรที่มีความเสี่ยงก็จะไม่ทำ ขณะเดียวกันก็จะพยายามบริหารสินค้าคงคลังให้ลดลงเหลือ 50 วัน จากปีก่อนอยู่ที่ 60 วัน เนื่องจากปีนี้บริษัทมั่นใจว่าจะไม่ประสบปัญหาในการขาดแคลนวัตถุดิบเหมือนปีก่อน เพราะบริษัทมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและผู้จำหน่ายชอบลูกค้าที่มีเงินสดอยู่ในมือ และถ้าหากต้นทุนวัตถุดิบปรับขึ้นบริษัทก็สามารถเพิ่มค่าใช้จ่ายกับลูกค้าได้”ปัจจุบันบริษัทมีเงินสดอยู่ในมือมากถึง 6,0007,000 ล้านบาท ซึ่งไม่รวมกับเงินที่จะจ่ายปันผลประมาณ 1,000 ล้านบาท ในอัตรา 1.70 บาทต่อหุ้น จากกำไรสุทธิปี 2553 จำนวน 4,152 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 89%
นอกจากนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดขายปีนี้ที่ 1,2001,300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโต 15% จากปีก่อนที่ 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากการขยายตลาดต่างประเทศมากขึ้น เช่น แถบอเมริกาเหนือ แคนาดา อินเดีย ออสเตรเลีย จากปัจจุบัน 80% เป็นการส่งไปขายยังตลาดยุโรป
นอกจากนั้น ในปีนี้จะเน้นการเพิ่มยอดขายโซลาร์เซลล์มากขึ้น เนื่องจากมีอัตรากำไรขั้นต้นสูง แม้บริษัทเพิ่งทำการตลาดเมื่อปีก่อน แต่กลับได้รับการตอบรับดีจากตลาดยุโรป ซึ่งปกติสินค้าใดได้รับการตอบรับดีจากตลาดยุโรปแล้ว จะทำให้ได้รับการตอบรับในตลาดภูมิภาคอื่นด้วย ขณะที่สินค้าเทเลคอม เพาเวอร์ ที่มีคุณภาพอยู่แล้วบริษัทก็จะเพิ่มมูลค่าสินค้าอีก
สำหรับงบลงทุนในปี 2554 อยู่ที่ 1,5001,600 ล้านบาท ใช้ขยายโรงงานทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งที่ประเทศอินเดียคาดว่าจะเสร็จไตรมาส 3 ปีนี้ และจะช่วยบริษัทลดต้นทุนการขนสินค้าไปยังประเทศตะวันออกกลางได้มากขึ้น ส่วนโรงงานที่สโลวาเกีย และไทยที่นิคมเวลโกจะผลิตสินค้าใหม่คือจอ LED และไฟ LED ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้จะเป็นตัวเพิ่มยอดขายในปี 2555
นายอนุสรณ์ กล่าวว่า บริษัทได้บริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยการทำประกันทั้ง 100% ในทุกสกุลเงินที่ใช้ในการซื้อขาย ปัจจุบันมีสัดส่วนการขายเป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐ 70% ส่วนที่เหลือจะกระจายอยู่ในเงินสกุลต่างๆ
“
ความเสี่ยงการทำธุรกิจปีนี้มีหลายกรณี แต่เรื่องค่าเงินปลดล็อกไปแล้ว ส่วนราคาวัตถุดิบคาดว่าจะปรับตัวลงต่อ เหลือเพียงตะกั่ว ทองแดงที่ผันผวน แต่ก็หันไปใช้วัตถุดิบอื่นแทน ส่วนการเมืองไม่น่าห่วง”สำหรับการซื้อกิจการในต่างประเทศ บริษัทไม่ได้ปิดตัวเองเพียงแต่มีโอกาสก็จะทำ แต่ตอนนี้โตด้วยศักยภาพของตัวเองได้ ซึ่งหากจะเข้าไปซื้อใครก็ต้องพิจารณาว่าจะเกิดประโยชน์กับบริษัทขนาดไหนและไม่มีนโยบายออกไปลงทุนนอกธุรกิจหลัก







