
สูญปีละ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ไทยผนึกโลก ดัน “Bangkok Blueprint” สกัดภัยไซเบอร์
ไทย เปิด “Bangkok Blueprint” ผนึก IMF-ธนาคารโลกวางกรอบความร่วมมือโลกสกัดกลโกงการเงินข้ามชาติ หลังภัยฉ้อโกงสร้างความเสียหายปีละ 1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ 3% ของ GDP โลก
KEY
POINTS
- ประเทศไทยร่วมมือกับ IMF และธนาคารโลก เปิดตัว “Bangkok Blueprint” เพื่อเป็นกรอบนโยบายระดับโลกในการรับมือภัยฉ้อโกงทางการเงินดิจิทัล ซึ่งสร้างความเสียหายทั่วโลกปีละประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
- กรอบความร่วมมือนี้มุ่งเน้น 3 หลักการสำคัญ คือ การเชื่อมโยงทุกฝ่ายในระบบ การสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดนเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล และแนวทางที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
- ในส่วนของประเทศไทยได้ริเริ่มโครงการ “Connect the Dot” เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลคดีหลอกลวงจากหลายหน่วยงาน ยกระดับการตรวจจับและรับมืออาชญากรรมทางการเงินในประเทศ
ประเทศไทยใช้เวทีการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 เปิดตัว “Bangkok Blueprint” กรอบนโยบายความร่วมมือระดับโลกเพื่อรับมือภัยฉ้อโกงทางการเงินดิจิทัล ซึ่งสร้างความเสียหายทั่วโลกประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี คิดเป็น 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) โลก
ประเทศไทย โดยกระทรวงการคลัง ร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กลุ่มธนาคารโลก และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดตัว “Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services” เพื่อเป็นแนวทางให้ประเทศต่างๆ นำไปปรับใช้ในการป้องกัน ตรวจจับ รับมือ และฟื้นฟูความเสียหายจากการหลอกลวงทางการเงิน โดยให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานและการประสานงานข้ามพรมแดน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ภัยฉ้อโกงทางการเงินเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยี จากการหลอกลวงผ่านอีเมลในอดีตมาสู่การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างภาพและเสียงปลอม หรือ Deepfake เพื่อหลอกให้เหยื่อหลงเชื่อและโอนเงิน ทำให้ปัญหานี้กลายเป็นภัยระดับโลกที่สร้างความเสียหายมหาศาล
ปัญหาสำคัญคือ อาชญากรสามารถหลอกเหยื่อในประเทศหนึ่ง ดำเนินการจากอีกประเทศ และเคลื่อนย้ายเงินผ่านประเทศที่สาม ขณะที่การป้องกันและปราบปรามของแต่ละประเทศยังมีข้อจำกัดด้านเขตอำนาจและการประสานงาน ส่งผลให้มิจฉาชีพอาศัยช่องว่างระหว่างประเทศในการก่อเหตุและเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน
“การฉ้อโกงไม่มีพรมแดน ดังนั้นการตอบสนองของเราก็ต้องข้ามพรมแดนเช่นกัน ไม่มีประเทศใดสามารถรับมือกับปัญหานี้ได้เพียงลำพัง เราต้องเชื่อมโยงข้อมูลและทำงานร่วมกัน เพื่อให้ตรวจจับการฉ้อโกงได้เร็วขึ้น ช่วยเหลือเหยื่อ และสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการทางการเงินดิจิทัล”
เปิด 3 หลักการ เชื่อมทุกฝ่าย-ร่วมมือข้ามชาติ-นำไปใช้ได้จริง
สำหรับ Bangkok Blueprint วางแนวทางสำคัญ 3 ด้าน เพื่อให้ประเทศต่างๆ สามารถนำไปปรับใช้ตามบริบทและความพร้อมของตนเอง
เชื่อมโยงทุกฝ่ายในระบบ (Whole-of-System Approach) ครอบคลุมตั้งแต่แพลตฟอร์มดิจิทัลที่อาจเป็นช่องทางเริ่มต้นของการหลอกลวง ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ไปจนถึงธนาคารที่ทำหน้าที่รับและโอนเงิน โดยทุกฝ่ายต้องร่วมกันป้องกันภัยตั้งแต่ต้นทาง หากเกิดเหตุแล้ว ต้องประสานงานเพื่อช่วยเหลือเหยื่อและเพิ่มโอกาสติดตามเงินกลับคืน
สร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน ส่งเสริมให้ประเทศต่างๆ ประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อให้สามารถติดตามรูปแบบการฉ้อโกงและเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงหลายประเทศ ลดช่องโหว่ที่อาชญากรใช้หลบเลี่ยงการตรวจสอบ
เน้นการนำไปปฏิบัติได้จริง เปิดให้แต่ละประเทศปรับแนวทางให้เหมาะสมกับกฎหมาย ศักยภาพ และระบบการเงินของตนเอง พร้อมรวบรวมประสบการณ์จากการนำไปใช้ เพื่อพัฒนาความร่วมมือและใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดมาตรฐานในระดับสากล
นอกจากนี้ ยังจัดทำคู่มือ “Bangkok Blueprint in Action” รวบรวมประสบการณ์และบทเรียนจากประเทศไทย ฮ่องกง มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพื่อช่วยให้ประเทศต่างๆ เห็นแนวทางการดำเนินงานจริง รวมถึงความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อนำกรอบนโยบายไปปรับใช้
ไทยใช้ Connect the Dot เชื่อมข้อมูลคดีหลอกลวง
สำหรับประเทศไทย ได้ริเริ่มโครงการ “Connect the Dot” เพื่อรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลคดีหลอกลวงจากหลายหน่วยงาน ช่วยให้เห็นความเชื่อมโยงและรูปแบบความผิดปกติที่อาจตรวจไม่พบ หากแต่ละหน่วยงานทำงานแยกกัน โดยมุ่งเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจจับและยกระดับประสิทธิภาพการรับมือกับอาชญากรรมทางการเงิน
นายเอกนิติกล่าวว่า ความท้าทายต่อไปคือการขยายความร่วมมือจากการเชื่อมโยงข้อมูลภายในประเทศไปสู่ระดับระหว่างประเทศ โดยหวังให้ประเทศต่างๆ และองค์การระหว่างประเทศนำ Bangkok Blueprint ไปต่อยอด เพื่อให้เกิดการประสานงานที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในการป้องกันและรับมือกับภัยฉ้อโกงที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงหลายประเทศ
“ปัญหาที่ข้ามผ่านทุกพรมแดน ควรได้รับการแก้ไขโดยผู้ที่พร้อมจะก้าวข้ามพรมแดนเหล่านั้นไปด้วยกัน”
ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของกรอบความร่วมมือดังกล่าว คือการทำให้ประชาชนสามารถใช้บริการทางการเงินดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย เพราะความปลอดภัยเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง (Financial Inclusion) และการรักษาความเชื่อมั่นในระบบการเงินในระยะยาว







