posttoday
เบื้องหลัง YouTrip Metal ไม่ใช่บัตรที่ทุกคนเป็นเจ้าของได้ สะเทือนวงการ Travel Card

เบื้องหลัง YouTrip Metal ไม่ใช่บัตรที่ทุกคนเป็นเจ้าของได้ สะเทือนวงการ Travel Card

25 กันยายน 2569

“จุฑาศรี คูวินิชกุล” เปิดเบื้องหลังกว่าจะมาเป็น “YouTrip Metal” ไม่ใช่บัตรที่ทุกคนจะมีสิทธิเป็นเจ้าของได้ สุดสะเทือนวงการ Travel Card เตรียมขยายสิทธิ์การเชิญกลุ่ม A-List ที่มีเพียง 5% ในไทย หลังเปิดตัว 2 เดือน ผลตอบรับดีเกินคาด

KEY

POINTS

  • “จุฑาศรี คูวินิชกุล” เปิดเบื้องหลังกว่าจะมาเป็น “YouTrip Metal” ไม่ใช่บัตรที่ทุกคนจะมีสิทธิเป็นเจ้าของได้ สุดสะเทือนวงการ Travel Card
  • YouTrip Metal เกิดจากการวิเคราะห์ข้อมูลที่พบว่าลูกค้ากลุ่ม A-List เพียง 5% มียอดใช้จ่ายสูงกว่ากลุ่มทั่วไปถึง 63% จึงต้องสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เฉพาะกลุ่ม
  • บัตรนี้ใช้กลยุทธ์ "Invitation-Only" ที่ต้องได้รับเชิญเท่านั้น คัดเลือกจากพฤติกรรมการใช้งานระยะยาว ไม่ใช่แค่ยอดใช้จ่ายสูง 
  • เตรียมขยายรอบการส่งคำเชิญกลุ่ม A-List ที่มีเพียง 5% ในไทย หลังเปิดตัว 2 เดือน ผลตอบรับดีเกินคาด

ท่ามกลางอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทย ที่เติบโตเพียง 1-2% และสถิติการปิดตัวของบริษัทกว่า 7,000 แห่ง ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แต่ในทางกลับกัน ตลาดการท่องเที่ยวเติบโตสวนทางสภาวะเศรษฐกิจไทย

 

เมื่อสภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Data Analytics) สะท้อนให้เห็นถึงจุดที่น่าสนใจ นั่นคือ การทำผลิตภัณฑ์แบบ One-Size-Fits-All ไม่สามารถตอบสนองพฤติกรรมของนักเดินทางที่มีความหลากหลายได้อย่างสมบูรณ์อีกต่อไป

 

จึงเป็นที่มาของการเปิดตัวบัตร YouTrip Metal ไปเมื่อวันที่ 22 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจากการคาดเดาหรือการวิ่งตามกระแส แต่เกิดจากการเจาะลึกลงไปในข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้ใช้บริการจริง นำไปสู่การปรับเปลี่ยนทิศทางธุรกิจเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้านักเดินทางระดับพรีเมียม 

 

เจาะพฤติกรรมกลุ่ม A-List 5% vs กลุ่มทั่วไป 95%

 

จุฑาศรี คูวินิชกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง YouTrip ประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า หลังผ่านพ้นช่วงวิกฤตโควิด-19 YouTrip ได้สังเกตเห็นรูปแบบพฤติกรรมที่เด่นชัดผ่านข้อมูลการใช้งาน โดยโครงสร้างผู้ใช้งาน ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน ได้แก่ 

 

กลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 95% ของฐานลูกค้าทั้งหมดในไทย มีพฤติกรรมการเดินทาง 1–2 ครั้งต่อปี เน้นการเดินทางระยะสั้น 3-5 วัน ในแถบเอเชีย เช่น ประเทศจีน 

 

มีพฤติกรรมแบบ “ช้อปหรู อยู่ประหยัด” คือเน้นการช้อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนม แต่เลือกพักโรงแรมประหยัด และรับประทานอาหารจากร้านสะดวกซื้อ พร้อมทั้งมีการกดเงินสดผ่านตู้ ATM สูงกว่ากลุ่มพรีเมียมถึง 2 เท่า และมักแลกเงินไว้เพียง 1–2 สกุลเงิน เท่านั้น

 

กลุ่มลูกค้า A-List มีสัดส่วนเพียง 5% ของฐานผู้ใช้ทั้งหมด แต่กลับสร้างยอดใช้จ่ายรวมสูงถึงหลักพันล้านบาท หรือมียอดใช้จ่ายสูงกว่านักเดินทางทั่วไปประมาณ 63% มีพฤติกรรมเดินทางไกลไปยังฝั่งยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยใช้เวลาต่อทริปยาวนาน 1–2 สัปดาห์ขึ้นไป 

 

กลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับประสบการณ์คุณภาพตลอดทริป ตั้งแต่สายการบิน ที่พักระดับ 5 ดาว อาหารการกิน และการเลือกซื้อแบรนด์ระดับสูงที่เน้นความประณีตและงานคราฟต์ เช่น Van Cleef & Arpels มากกว่าการอวดโลโก้สินค้า โดยกว่า 40% ของกลุ่มนี้ใช้จ่ายมากกว่า 4 สกุลเงินต่อปี และบางรายมีการใช้จ่ายสูงถึง 20 สกุลเงิน

 

“กลุ่ม A-List มียอดใช้จ่ายมากกว่ากลุ่มทั่วไปถึง 63% กลุ่มทั่วไปอาจจะใช้ปีละ 1-2 ครั้ง แต่กลุ่มนี้ 40% ใช้มากกว่า 4 สกุลเงิน บางคนใช้ถึง 20 สกุลเงิน เลยเป็นเหตุผลที่เราทำ Hyper-Personalization ตอบโจทย์กลุ่มนี้ ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ อยากสร้าง YouTrip Metal ขึ้นมา แต่เพราะเราเห็น Data” 

 

YouTrip Metal ภายใต้แนวคิด “Carry the Difference”

 

จากข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้งาน 2 กลุ่ม ที่มีความแตกต่างกัน ทำให้สะท้อนกลับมาว่าไม่สามารถสร้าง One-Size-Fits-All Products ที่เสิร์ฟทั้ง 2 กลุ่มได้ ต้อง Specialized มากขึ้น YouTrip จึงได้ออกแบบผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม ภายใต้แนวคิด “Carry the Difference” ซึ่งใช้เวลาพัฒนากว่า 1 ปี

 

โดยตัวบัตรผลิตจากโลหะพื้นผิวแบบ Matte Finish มีน้ำหนัก สัมผัส และความทนทานที่แตกต่างจากบัตรพลาสติกทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ผลิตด้วยมาตรฐานเดียวกับบัตรระดับลูกค้า High Net Worth ของธนาคารใหญ่ ที่ปกติต้องมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารระดับ 50 ล้านบาทขึ้นไป

 

ด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ เลือกใช้กระดาษใยไหมที่ผิวสัมผัสคล้ายหนัง เพื่อมอบประสบการณ์ที่ Exclusive ตั้งแต่วินาทีแรก 

 

พร้อมทั้งเจรจากับ Mastercard เพื่อขออนุมัติการใช้โทนสีและองค์ประกอบดีไซน์พิเศษเป็นกรณีเฉพาะ สำหรับโลโก้ Mastercard บนบัตร YouTrip Metal เพื่อไม่ให้ขัดกับภาพลักษณ์ความประณีตที่ตั้งไว้  

 

บัตร YouTrip Metal

 

กลยุทธ์ Invitation-Only สร้างความเอ็กซ์คลูซีฟด้วยการ “ไม่ขาย”

 

YouTrip Metal เลือกใช้กลยุทธ์ “Invitation-Only” โดยยึดหลัก “Value over Volume” เพื่อควบคุมคุณภาพของระบบและการบริการหลังบ้านให้ได้มาตรฐานสูงสุด แทนที่จะใช้วิธีแจกบัตรหรือเปิดรับสมัครแบบ Mass Premium

 

หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกเชิญกลุ่มเป้าหมาย ระบบวิเคราะห์ข้อมูลจะประเมินผู้ใช้ที่ไม่ใช่เพียงแค่มองที่ยอดใช้จ่ายสูงเพียงครั้งเดียว แต่ยังพิจารณาจากความถี่ในการเดินทาง ความต่อเนื่องในการใช้งาน และความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว (Engagement)

 

โดยทยอยส่งคำเชิญเป็นรอบ ๆ ไม่ใช่แค่การสร้างกระแส แต่เป็นการควบคุมคุณภาพการบริการลูกค้าให้สมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มพรีเมียมจะได้รับการดูแลภายในเวลาที่รวดเร็วและเป็นส่วนตัว ตั้งแต่ส่งคำเชิญในรอบแรก ได้รับการตอบรับดีมาก ทำให้อยู่ระหว่างพิจารณาขยายรอบการส่งคำเชิญ หรือเพิ่มจำนวนการส่งคำเชิญต่อครั้งมากขึ้น   

 

สำหรับผู้ที่ได้รับการเรียนเชิญผ่านแอปพลิเคชัน จะมี “Metal Challenge” ทำยอดใช้จ่ายขั้นต่ำ (Minimum Spending) ภายในระยะเวลา 6 เดือนที่กำหนด เพื่อยืนยันสิทธิ์ในการรับบัตรจริง 

 

กลุ่ม A-List คิดแบบ “Smart Wealth” เลือกใช้ YouTrip 

 

นอกจากนี้ YouTrip พบว่า กลุ่ม A-List ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า คิดและบริหารจัดการเงินในรูปแบบ “Smart Wealth” หรือกรอบความคิดเดียวกับ Wealth Management ต่างไปจากมุมมองเดิมที่มักเชื่อว่ากลุ่ม High Net Worth จะไม่ใส่ใจกับส่วนต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ของอัตราแลกเปลี่ยน หรือมองข้ามความคุ้มค่า

 

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เช่น การลงทุนตราสารหนี้ภาคเอกชน (Investment Grade Corporate Bond) อาจให้ผลตอบแทนประมาณ 3–4% ต่อปี แต่ต้องยอมรับเงื่อนไขการล็อกเงินทุนและความเสี่ยง ขณะที่การประหยัดค่าใช้จ่ายจากการแลกเปลี่ยนเงินตราถือเป็นผลตอบแทนสุทธิที่ได้ทันทีโดยไม่มีความเสี่ยง

 

อีกหนึ่งตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน บัตรเครดิตทั่วไประบุค่าธรรมเนียมความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงิน 2.5% แต่หากรวม FX Margin และการเลือกชำระเป็นเงินบาทผ่านระบบ DCC (Dynamic Currency Conversion) ผู้ใช้อาจสูญเสียเงินสูงถึง 9% โดยไม่รู้ตัว การชำระผ่าน YouTrip ช่วยให้ผู้ใช้ประหยัดทันทีเฉลี่ย 3.7-3.8%

 

กลุ่ม Smart Wealth มองว่าการได้รับเงินส่วนต่างประหยัดทันทีมีมูลค่าแน่นอนและมีความคล่องตัวสูงกว่าการสะสมคะแนนหรือไมล์การเดินทางที่แลกยาก เงื่อนไขซับซ้อน หรือเสี่ยงต่อการหมดอายุ 

 

อีกทั้งบัตรเครดิต คิดอัตราดอกเบี้ย 18% และใช้กลยุทธ์ผ่อนชำระ 0% ดึงเงินอนาคตมาใช้ ในขณะที่ผู้ใช้กลุ่มนี้เลือกใช้ YouTrip เพื่อควบคุมงบประมาณและบริหารเงินสดของตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาวงเงินสินเชื่อ 

 

ถ่ายทอดมุมมองยุคใหม่ของ FinTech 

 

จุฑาศรี ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง Youtrip และผู้บริหารหญิงในธุรกิจ FinTech มองว่า บริบทของธุรกิจ FinTech และ Startup กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ จากยุคเดิมที่มุ่งเน้นการสร้างยอด Traffic หรือปริมาณผู้ใช้งาน เปลี่ยนไปสู่ยุคที่ต้องพิสูจน์ผลกำไรสุทธิ และความคุ้มค่าทางการเงินของนักลงทุน

 

ขณะที่ AI ยุคถัดไปจะไม่ใช่เพียงแค่ระบบโต้ตอบข้อความ แต่เป็น Agentic AI ที่ทำงานร่วมกับ Smart Contracts และระบบการเงินดั้งเดิม (Traditional Finance) ทำให้ในอนาคต ผู้ใช้อาจเพียงแค่ออกคำสั่งเสียง และ AI จะดำเนินการค้นหา สั่งซื้อ และชำระเงินผ่านระบบอัตโนมัติได้อย่างปลอดภัยอย่างไร้รอยต่อ

 

พร้อมถ่ายทอดโมเดล Startup ของประเทศอิสราเอล ซึ่งมองว่าประเทศขนาดเล็กไม่ใช่อุปสรรค แต่ต้องใช้โลกทั้งใบเป็น Global Playground ดังนั้น YouTrip จึงวางยุทธศาสตร์เติบโตแนวราบ (Horizontal Expansion) ขยายไปในหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ ไทย และเตรียมขยายไปยังประเทศที่ 5 ภายในปี 2570 โดยปรับบริการให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น (Localization) ภายใต้เทคโนโลยีและการบริหารจัดการที่เป็นหนึ่งเดียว 

 

เบื้องหลัง YouTrip Metal ไม่ใช่บัตรที่ทุกคนเป็นเจ้าของได้ สะเทือนวงการ Travel Card

 

จุดเริ่มต้นจาก Pain Point ส่วนตัว สู่การสร้างสรรค์ YouTrip 

 

ช่วงท้ายของการพูดคุย จุฑาศรี เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของ YouTrip เกิดขึ้นจากประสบการณ์ตรงและ Pain Point ส่วนตัว สมัยที่กำลังศึกษาระดับปริญญาโทอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา 

 

ในช่วงการเดินทางท่องเที่ยวยุโรปกับเพื่อนสนิท (ผู้ร่วมก่อตั้ง YouTrip) ก่อนพิธีรับปริญญา ทั้งหมดตกลงกันว่าจะใช้เงินสด แต่เมื่อเงินสดหมดลงระหว่างทาง ทุกคนจึงต้องเปลี่ยนมาใช้บัตรเครดิตในการชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เมื่อใบแจ้งหนี้ส่งมาถึงหลังจากนั้นเป็นเดือน กลับพบว่าต้องขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและค่าธรรมเนียมแอบแฝงสูงถึง 19% 

 

ความอึดอัดใจในครั้งนั้นกลายเป็นแรงบันดาลใจสะสมที่สะท้อนถึงปัญหาระดับโครงสร้างของการใช้จ่ายข้ามแดน หลังจากที่ได้เป็น Founding Partner ของ Grab ในประเทศไทย จนระบบบริหารเข้าที่ จึงได้หันมาร่วมมือกับเพื่อนสนิท ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน เพื่อก่อตั้ง YouTrip โดยเริ่มเปิดให้บริการที่ประเทศสิงคโปร์เป็นแห่งแรก ก่อนจะขยายเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงเดือนพฤศจิกายน ปี 2562 โดยจับมือเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เชื่อมต่อระบบยืนยันตัวตนผ่าน K PLUS

 

แม้จะเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 เพียง 3 เดือน หลังการเปิดตัว แต่ YouTrip ได้ปรับกลยุทธ์มุ่งเน้นการใช้จ่ายออนไลน์ข้ามแดนจนสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถระดมทุนในระดับ Series B สูงถึง 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนตุลาคม ปี 2566

 

จุฑาศรี เผยอีกว่า YouTrip มีแผนระดมทุนเพิ่มเติม โดยหนึ่งในแนวทางระดมทุน คือ การเข้า IPO ตลาดที่เล็งไว้จะเป็น “Global Market” แต่ย้ำว่าเป็นเพียงหนึ่งแนวทางเท่านั้น ยังมีอีกหลายแนวทางที่สามารถระดมทุนในรอบถัดไปได้ 

ข่าวล่าสุด

กทม. - ป.ป.ส. ลุย “Safe BKK” 3 เดือน จับกุมคดียาเสพติดกว่า 3,600 ราย

กทม. - ป.ป.ส. ลุย “Safe BKK” 3 เดือน จับกุมคดียาเสพติดกว่า 3,600 ราย